xs
xsm
sm
md
lg

“รี้ด เทรดเด็กซ์”งาบงบพืชสวนโลกพุงปลิ้น

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กระทรวงเกษตรฯ ประเคนงบกว่า 1,300 ล้านใส่พานให้ “รี้ด เทรดเด็กซ์” ผู้บริหารจัดการงานมหกรรมพืชสวนโลกงาบจนพุงปลิ้น นายกสมาคมพืชสวนฯ แฉเล่ห์บริษัทเอกชนเบิกจ่ายซ้ำซ้อน เฉพาะค่ายกระดับเกรดงานฟันเละถึงร้อยล้าน แถมยังขอใช้เงินรายได้จากสิทธิประโยชน์จนเกลี้ยงก็ยังไม่พอ กระทุ้งปลัดกระทรวงฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

“รี้ด เทรดเด็กซ์ เป็นบริษัทที่มีความถนัดด้านจัดงานแสดงสินค้า ไม่ใช่จัดงานพืชสวน ความคิดจึงออกไปในแนวงานแสดง เน้นงานโชว์ เพิ่มกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อย่างสวนรัตติกาล ไปถึงขั้นจะใช้งบถึง 30-40 ล้าน เอาชิงช้าจากฮาวคัมเข้าไป บริษัทนี้เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมดของงานมหกรรมพืชสวนโลก” อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าว

นายกสมาคมพืชสวนฯ ยังให้ข้อมูลว่า ข้าราชการในกรมวิชาการเกษตรบอกว่าบริษัทนี้มีอิทธิพลมาก รับงานไปบริหารจัดการแล้วเกิดปัญหา แทนที่ข้าราชการจะเป็นผู้สั่งงานให้บริษัททำการแก้ไข กลับกลายเป็นว่าบริษัทเป็นคนสั่งให้ข้าราชการทำแทน ข้าราชการกรมวิชาการเกษตรจึงตกเป็นเหยื่อของบริษัทเอกชนและนักการเมือง ที่สำคัญในทีโออาร์ว่าจ้างบริษัทรี้ดฯ จำนวน 396 ล้านบาทนั้น บริษัทคิดค่าความเป็นมืออาชีพสูงถึง 80 ล้านบาท ขณะที่ภาพของการบริหารจัดงานงานที่ปรากฏเป็นข่าวออกมามีแต่ความไม่พร้อมและไม่โปร่งใส

ด้าน ชัยพันธ์ ประภาสะวัติ จากภาคีคนฮักเจียงใหม่ กล่าวว่า บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ได้งานบริหารจัดการงานมหกรรมพืชสวนโลก โดยเข้ามารับงานด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องประมูลแข่งกับใคร เข้ามาแบบใหญ่มาก สามารถสั่งข้าราชการ เทศบาล ท้องถิ่น ให้ทำตามบริษัทต้องการ

*** หมกเม็ดเบิกงบซ้ำซ้อน

อนันต์ อธิบายว่า บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ ได้รับงบประมาณก้อนแรกเป็นค่าจ้างบริหารจัดงาน จำนวน 396 ล้านบาท ซึ่งงบส่วนนี้น่าจะครอบคลุมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวิชาการด้านพืชสวน การบริหารจัดการภายในอาคารต่างๆ แต่ในทางความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบริษัทได้ขอเบิกงบเพิ่มเติมไม่หยุดหย่อน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นระบุไว้ในสัญญาการจ้างงานแล้ว

นอกจากนั้น บริษัทยังขอใช้เงินรายได้จากสิทธิประโยชน์ จำนวน 370 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายบริหารจัดการเพิ่มเติมในการยกระดับเกรดงานจาก A2B1 เป็น A1 สูงถึง 111 ล้านบาท โดยไม่มีเหตุผลรองรับอย่างเพียงพอ (อ่านล้อมกรอบ กรมวิชาการฯ ผลาญงบฯ) รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมให้สมบูรณ์อีก 220 ล้านบาท ก็ไม่ชัดเจนว่าเอาไปทำอะไรบ้าง

และก่อนหน้านี้ บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ก็ยังขอใช้เงินรายได้จากสิทธิประโยชน์ จำนวน 168 ล้านบาท และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสิทธิประโยชน์ ซึ่งมีนายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน (ดูตาราง ค่าใช้จ่ายในกิจกรรมที่บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ บริหารจัดการ”) อีกด้วย

หากนับการใช้เงินสิทธิประโยชน์โดยรวมแล้ว ถึงตอนนี้เม็ดเงินที่บริษัทการันตีว่าจะหามาได้ประมาณ 400 ล้านบาท บริษัทขอใช้ 2 ครั้ง ครั้งแรก 168.9 ล้านบาท และครั้งที่สอง 370 ล้าน หมดไปแล้วแถมยังเกินไปอีก 100 ล้านบาท

ชัยพันธ์ บอกว่า บริษัทรี้ดฯ ประมาณการรายได้จากสิทธิประโยชน์ ได้แก่ ค่าบัตรผ่านประตู รายได้จากการเช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า และรายได้จากผู้อุปถัมภ์ รวมทั้งค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ประมาณ 400 ล้านบาท แต่ความเป็นจริงบริษัทอาจสามารถทำรายได้จากส่วนนี้ถึงพันล้านบาท และไม่ต้องแจ้งบัญชี งานนี้กลายเป็นเรื่องทำมาหากินกันระดับประเทศ

“ตอนนี้เร่งขายบัตรขายตั๋วกัน แต่ความพร้อมของงานมีไหม ผมเชื่อว่าจะโกลาหลยิ่งกว่าตอนเปิดสุวรรณภูมิ ถ้ายังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งเปิดไม่เช่นนั้นต้องไปรับอุจจาระที่เรี่ยราดจากรัฐบาลที่ผ่านมา และหากมีเรื่องต้องฟ้อง ก็ต้องฟ้องรัฐมนตรี ฟ้องนายกรัฐมนตรี ที่อนุมัติให้ทำต่อไป” ตัวแทนจากภาคีคนฮักเจียงใหม่ กล่าว

เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการครั้งนี้บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ไม่ได้การันตีว่าจะมีกำไรให้แก่รัฐจำนวนเท่าใด แต่ถ้าดูการละลายเงินเล่นของรี้ดฯ แล้ว อาจจะมีกำไรเหลือสักล้านสองล้าน เพื่อไม่ให้การจัดงานครั้งนี้ขาดทุนและมีปัญหาเหมือนงานใหญ่ๆ ที่ไทยเคยจัดมาก่อนอย่างเช่นงานเอเชี่ยนเกมส์

เมื่อไล่เรียงงบประมาณที่อยู่ในมือบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ จะพบว่า ตกประมาณ 1,366 ล้านบาท แยกเป็น งบก้อนแรกค่าบริหารจัดการ 396 ล้านบาท, งบจากรายได้ค่าสิทธิประโยชน์ ก้อนแรก 168.9 ล้านบาท ก้อนที่สอง 370 ล้านบาท และรายได้จากค่าบัตรผ่านประตู คิดจากราคาบัตร 200 บาท/คน ตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าชมงาน 2 ล้านคน ตกประมาณ 400 ล้านบาท รวมทั้งรายได้จากผู้อุปถัมภ์หรือสปอนเซอร์หลัก รายได้จากค่าเช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้ารวมทั้งค่าลิขสิทธิ์ อีกประมาณ 200-300 ล้านบาท

*** เบื้องหลังบริษัทผู้ทรงอิทธิพล

มีรายงานข่าวว่า การเข้ามาของบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ เป็นการชี้ตัวเอาเข้ามาโดยผู้บริหารชินคอร์ป ซึ่งขึ้นตรงต่อ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ที่มีความสนิทสนมกันมาก่อนกับกรรมการผู้จัดการบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ โดยอ้างเหตุผลว่าบริษัทนี้เป็นเครือบริษัทใหญ่ระดับสากล มีความเชี่ยวชาญในการจัดงานเอ็กซโปทั่วโลก และงานพืชสวนโลกเครือข่ายของบริษัทนี้ก็เคยจัดงานในต่างประเทศมาแล้ว บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ จึงได้เข้ามาแบบลอกสเปก

บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ฯ มีบทบาทสูงในการจัดงานครั้งนี้ กระทั่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้รับผิดชอบงานโดยตรงไม่รู้เรื่องเพราะเรื่องทั้งหมดอยู่ในมือของบริษัทรี้ดฯ ซึ่งเล่นบทแทนกรมวิชาการเกษตร ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับสปอนเซอร์หลัก ไปจนถึงบัญชีค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็อยู่ในมือของรี้ด เทรดเด็กซ์ ทั้งหมด กรมวิชาการฯ แทบไม่รู้เรื่องอะไรทั้งที่เป็นนายจ้าง

ในช่วงของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ เป็นรมว.กระทรวงเกษตรฯ เป็นช่วงที่รี้ดฯ ขอใช้เงินจากรายได้สิทธิประโยชน์ไปละลายเล่นในหลายเรื่อง เช่น เปิดงานกับทูตต่างประเทศ ทำพีอาร์ โฆษณาประชาสัมพันธ์ จิปาถะ ซึ่งงานพวกนี้จัดแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าจริงๆ แล้วใช้จ่ายเงินไปเท่าใดกันแน่ ใช้จริงหรือไม่ หรือมีส่วนไหนที่ไม่ได้ใช้จ่ายจริงแล้วแบ่งปันเข้ากระเป๋าผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ กรมวิชาการเกษตร ในฐานะเจ้านายของบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ต้องแสดงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณที่ผ่านมาก่อนจะถึงวันเปิดงาน

แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลักฐานในการทุจริตในโครงการพืชสวนโลกนั้นมีความชัดเจน ตั้งแต่การฮั้วประมูลงานก่อสร้าง การลอกสเปกเอาบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ เข้ามา และมือชงเรื่องนี้ก็อยู่ในกลุ่มเดิมๆ คือ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและรองอธิบดี ซึ่งเกี่ยวพันกับการทุจริตในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการส่งเสริมปลูกยางล้านไร่, เซ็นทรัลแล็บ, ยางเอื้ออาทร แต่ไม่เห็นว่าผู้บริหารของกระทรวงฯ จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด

“ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นทำอะไร ไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ คงกลัวว่า ถ้าตั้งคณะกรรมการสอบโครงการต่างๆ ขึ้นมา อาจจะโดนตัวเองที่เข้าไปเกี่ยวพันในโครงการจำนำลำไย ที่มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนกัน” แหล่งข่าว กล่าว

/////////////////////////////////////////////////////////

ปริศนาผลาญ111ล.ยกระดับจัดงานจากA2B1เป็นA1

มหกรรมพืชสวนโลกที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. 49 ถึง 31 ม.ค. 50 นี้ มีที่มาที่ไปค่อนข้างพิสดาร มิหนำซ้ำยังมีปริศนาการผลาญงบประมาณ 111 ล้านเพื่อยกระดับงาน จากA2B1เป็นA1 ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จ่ายเพิ่มให้กับบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ผู้บริหารจัดการงานมหกรรมพืชสวนโลก ที่ยังคาใจสาธารณชน
โดยเฉพาะ อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ที่ตั้งคำถามว่า ค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมในส่วนนี้ไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะค่าใช้จ่ายเพื่อยกระดับงานตามข้อบังคับของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ก็ตกประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น

หากจะไล่เรียงการขอเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ตามข้อมูลจากสมุดปกขาว งานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 ซึ่ง อนันต์ ดาโลดม เรียบเรียง ระบุว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกนั้น จะต้องรับการอนุมัติจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งจากกลุ่มผู้ผลิตและผู้ปลูกพืชสวนในทวีปยุโรป สมาชิกของสมาคมฯ จะต้องเป็นหน่วยงานหรือสมาคมผู้ผลิตพืชสวนจากภาคเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันมีอยู่ 25 ประเทศ รวมทั้งสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

การจัดงานมหกรรมพืชสวนนานาชาติในประเทศสมาชิกของสมาคมจะหมุนเวียนกันไปโดยเกรดของงานแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ (1) A1 จัดได้ไม่เกินปีละครั้ง ประเทศที่เป็นเจ้าภาพจะจัดได้เพียง 1 ครั้งในรอบ 10 ปี ระยะเวลาจัดงาน 3-6 เดือน ยื่นใยสมัครก่อน 6-10 ปี (2) ระดับ A2 จัดได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ต้องจัดห่างกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ในทวีปเดียวกันหรือไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์ในต่างทวีป ระยะเวลาจัดงาน 8-20 วัน ยื่นใบสมัครไม่ต่ำกว่า 4 ปี (3) ระดับ B1 จัดได้ไม่เกิน 1 ครั้ง ระยะเวลา 3-6 เดือน ต้องยื่นใบสมัครก่อน 3-7 ปี และ (4) ระดับ B2 จัดได้ไม่เกินปีละ 2 คร้ง ระยะเวลาจัดงาน 8-20 วัน

ในส่วนการยื่นขอเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกของไทยนั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2542 โดยกระทรวงพาณิชย์ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดงานมหกรรมระดับโลกประเภทพฤกษชาติ และเห็นชอบในหลักการในการขอเสนอเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ค.ศ. 2006 รวมถึงการสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ ซึ่ง สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ก็ได้สมัครเข้าไปสมาชิก AIPH และผ่านการพิจารณาอนุมัติในปีเดียวกัน

ปีต่อมา นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ในเวลานั้นก็แจ้งให้กระทรวงเกษตรฯ รับเป็นเจ้าภาพการเตรียมจัดงานพืชสวนโลกปี 2006 ในส่วนของสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น AIPH ได้ดำเนินการตั้งคณะทำงานจัดเตรียมข้อมูลการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกประเภทพืชสวน โดยมีนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเป็นประธาน และเชิญศ.ระพี สาคริก และศ.ดร.บรรเจิด คติการ เป็นที่ปรึกษา พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ

จากนั้น ในปี 2544 สมาคมพืชสวนฯ ก็ส่งร่างเอกสารยืนยันการขอเป็นเจ้าภาพไปยัง AIPH โดยขอจัดงานระดับ A2B1 ระยะเวลาจัดงาน 3-6 เดือน ตั้งแต่ 1 พ.ย. 49 – 31 ม.ค. 50 สถานที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติคลองหลวง ปทุมธานี โดยใช้ชื่อว่า ราชพฤกษ์ : มหกรรมพืชสวนนานาชาติเพื่อนำความรักสู่มวลมนุษยชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม หลักการทั้ง 3 ข้อถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลังโดยผู้ที่มีส่วนร่วมในการเสนอขอเป็นเจ้าภาพจัดงานตั้งแต่แรกเริ่มไม่ได้เข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมใดๆ กับการเปลี่ยนแปลง

ต่อมา กรมวิชาการเกษตร เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก หลัง AIPH เห็นชอบแล้ว พร้อมกับจ่ายค่าประกันจัดงานระดับ A2B1 ประมาณ 525,000 บาท อีกทั้งยังย้ายสถานที่จัดงานจากพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ไปที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางกว่าแทน โดย ครม.มีมติ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 46 เห็นชอบในหลักการโครงการและมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ก.ย. 2546 จีนได้ยื่นขอสมัครเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ระหว่างเดือนพ.ค. – ต.ค. 2549 ต่อ AIPH และได้รับอนุมัติโดยผู้แทนฝ่ายไทยไม่ได้คัดค้านมติของ AIPH ทั้งที่การอนุมัติให้จีนจัดงานผิดหลักเกณฑ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 47 กรมวิชาการเกษตร ก็ขอถอนตัว และทำให้ไม่สามารถใช้ชื่อมหกรรมพืชสวนโลก ได้อีกต่อไป
 
ระหว่างนั้น สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ได้ส่งหนังสือท้วงติงไปยัง AIPH กรณีอนุมัติให้จีนจัดงานได้เป็นการผิดหลักเกณฑ์ที่ AIPH กำหนดไว้ ทางสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ แสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ชี้ว่าการพิจารณาอนุมัติให้จีนเป็นเจ้าภาพจัดงาน ทางผู้แทนของไทยก็ไม่ได้คัดค้านแต่ประกาใด

ต่อมา ประเทศไทยขอกลับเข้าไปเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกใหม่ โดยกรมวิชาการเกษตร เดินทางไปเจรจากับเลขาธิการของสำนักงานมหกรรมโลก (BIE) และประธานสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2548 เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เหมาะสม และแจ้งความจำนงขอปรับรูปแบบการจัดงานจาก A2B1 เป็นระดับ A1 ซึ่งทาง AIPH และ BIE ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ประเทศไทยปฏิบัติตามข้อบังคับในการจัดงานระดับ A1 คือ (1)ต่ออายุสมาชิก โดยจ่ายค่าสมาชิก AIPH ประมาณ 125,000 บาท (2) จ่ายค่าประกันการจัดงานให้กับ AIPH จำนวน 742,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ประเทศไทยจะได้รับคืนจำนวน 80% หลังจัดงานเสร็จสิ้น และ (3) จ่ายค่าจดทะเบียนการจัดงานให้กับ BIE ประมาณ 8.9 ล้านบาท

การยกระดับงาน จาก A2B1 เป็นระดับ A1 ทางบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ในฐานะผู้บริหารจัดการงานมหกรรมพืชสวนโลก ได้คิดค่าบริหารจัดการเพิ่มเติม เป็นเงิน 111.8 ล้านบาท โดยไม่มีเหตุผลรองรับการขอและอนุมัติงบในส่วนนี้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนฯ ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ว่า อยากรู้ว่า การยกระดับงานจาก A2B1 เป็นระดับ A1 บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ต้องบริหารจัดการอะไรนักหนากรมวิชาการเกษตรถึงต้องอนุมัติงบให้เพิ่มเติมถึง 100 กว่าล้าน

//////////////////////////////////////////////////////

งบประมาณที่บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ได้รับในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549



1. ค่าบริหารจัดการ 396 ล้านบาท
2. ค่าบริหารจัดการภายในอาคาร 109.32  ล้านบาท
3. ค่าก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างชั่วคราว 45 ล้านบาท
4.ค่าคุรุภัณฑ์ภายในอาคารต่างๆ 4 ล้านบาท
5. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดสาระนิทรรศการ 15 ล้านบาท
6.ค่าบริหารจัดการเพิ่มเติม (จาก A2B1 เป็น A1) 111.8 ล้านบาท
7. ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อให้งานสมบูรณ์ 220.45 ล้านบาท
8. ค่ากิจกรรมส่งเสริมซื้อบัตรเข้าชมงาน และสำรองการเดินทางล่วงหน้า 35 ล้าน
9. ค่ากิจกรรมประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม 54.5 ล้านบาท
10. ค่าจ้างอาสาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก 10.2 ล้านบาท
11. ค่าธรรมเนียมรับรองของ BIE 8.9 ล้านบาท
12.ค่าใช้จ่ายในการแสดงทางวัฒนธรรม(ยกระดับเป็น A1) 27.3 ล้านบาท
13. ค่าใช้จ่ายระหว่างการก่อสร้างและรื้อถอน 6.5 ล้านบาท
14.ค่าใช้จ่ายในการประชุมวิชาการด้านพืชสวน 5.4 ล้านบาท
15 ค่าบริการขนส่งทางบกภายในประเทศ 20  ล้านบาท

       รวมทั้งสิ้น 1,044 ล้านบาท

***********************************
ที่มา : สมุดปกขาวงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 โดยสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย