xs
xsm
sm
md
lg

โฉมหน้าเครือข่ายทุนการเมืองฮุบธุรกิจพลังงาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นักวิชาการอิสระวิเคราะห์ผลประโยชน์ทับซ้อนกิจการพลังงาน เบื้องหลังกำไรอัปลักษณ์ปตท. - แปรรูป กฟผ. ต้นเหตุค่าไฟแพง แฉฝีมือกลุ่มแทคโนแครตสายพันธุ์ใหม่เครือข่ายทุนการเมือง วางเส้นสายเข้ายึดกุมเบ็ดเสร็จทั้งระดับกำหนดนโยบายและเข้าถือหุ้นไขว้ในธุรกิจก๊าซ – น้ำมัน – ปิโตรเคมี และไฟฟ้า จนเกิดสภาพฮั้ว ร่วมกันผูกขาดตัดตอน ผลักภาระให้ผู้บริโภคที่ไร้ทางเลือกซ้ำขาดที่พึ่งโดยสิ้นเชิง

การแปรรูปกิจการไฟฟ้าให้กลายเป็นบริษัทเอกชน ในนาม บมจ. กฟผ. งวดเข้ามาทุกขณะท่ามกลางแรงคัดค้านที่ถูกปลุกขึ้นอีกระลอก อันเนื่องมาจากค่าไฟฟ้าที่ชัดเจนว่าจะแพงขึ้น ขณะที่ ปตท. ผู้ขายเชื้อเพลิงก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าฟันกำไรมหาศาลหลายหมื่นล้าน

เบื้องหลังการแปรรูป กฟผ. เบื้องหลังกำไร ปตท. ที่ทำให้ประชาชนต้องรับภาระในสุดท้าย แท้จริงแล้วมีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่กำหนดนโยบาย กำหนดราคา ซึ่งถือเป็นการดูแลผลประโยชน์โดยรวมของคนทั้งประเทศ แต่ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจ โดยเข้าไปร่วมถือหุ้น ร่วมเป็นกรรมการ เป็นผู้บริหารหรือที่ปรึกษาในบริษัทธุรกิจพลังงาน ทั้งธุรกิจก๊าซฯ น้ำมัน ปิโตรเคมี และธุรกิจไฟฟ้า ทั้งในส่วนที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะถูกแปรรูป และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ที่สำคัญในกลุ่มพวกเขาบางคนยังเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย ทั้งบางคนยังสวมหมวกผู้บริหารชินคอร์ป อีกด้วย

คำถามก็คือ การวางแผน กำหนดนโยบาย กำหนดราคา ด้านพลังงาน ด้วยกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในสภาวะที่ไร้ซึ่งกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุล ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างเพียงพอ

นางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น นักวิชาการอิสระจากกลุ่มพลังไท วิเคราะห์ถึงกลุ่มทุนการเมืองและทุนธุรกิจพลังงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน และนำมาซึ่งบทสรุปที่สะท้อนผ่านกำไร “อัปลักษณ์” ของปตท. และค่าไฟฟ้าที่พุ่งไม่หยุดว่า ธุรกิจพลังงานไม่เพียงมีมูลค่ามหาศาล ดังเช่น ปตท.ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปกว่า 1 ใน 4 ของตลาดหุ้น แต่ยังมีความเกี่ยวโยงซับซ้อน ที่สำคัญการบริหารการกำหนดนโยบาย และกำหนดราคา ยังมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อีกด้วย ทั้งนี้เพราะกลุ่มคนที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ได้เข้าไปถือหุ้น เป็นกรรมการ ผู้บริหารในกลุ่มบริษัทธุรกิจพลังงานอย่างแยกไม่ออก

ยกตัวอย่างเช่น 1) นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีตำแหน่งในการกำหนดนโยบาย กำหนดราคา และผลประโยชน์ของประเทศ คือ เป็นคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.), คณะอนุกรรมการกำหนดค่าเอฟที, คณะกรรมการระดมทุน กฟผ. (กำหนดราคา) และคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท กฟผ. ขณะเดียวกัน นายเชิดพงษ์ ได้เข้าเป็นกรรมการในธุริจก๊าซ/น้ำมัน/ปิโตรเคมี และธุรกิจไฟฟ้าในคราวเดียวกัน โดยเป็นกรรมการใน บมจ. ปตท., บมจ. ปตท.สผ., บมจ.ไทยออยล์, บริษัทไทยออยล์ เพาเวอร์ และบมจ.ราชบุรีโฮลดิ้ง โดยในไทยออยล์ เขายังเป็นผู้ร่วมถือหุ้นด้วย

2) นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งสวมหมวกอีก 5 ใบ คือ กพช., คณะอนุกรรมการกำหนดค่าเอฟที และเป็นกรรมการในบมจ.กฟผ., การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), บมจ.เอ็กโก้

3) นายเมตตา บันเทิงสุข ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งนั่งอยู่ใน กพช., คณะอนุกรรมการกำหนดค่าเอฟที, คณะกรรมการระดมทุน กฟผ. (กำหนดราคา) และยังเป็นกรรมการใน บมจ.ปตท.

4) นายพละ สุขเวช อดีตผู้ว่า ปตท. และที่ปรึกษาทางการเมือง ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่ในธุรกิจพลังงานในช่วงเวลาเดียวกันในหลายบริษัท คือ บมจ.ปตท.สผ., บมจ.ไทยออยล์, บริษัทATC และยังเป็นกรรมการใน บมจ. ปตท., บริษัทไทยออยล์ เพาเวอร์, บมจ.ราชบุรีโฮลดิ้ง, บริษัทราชบุรีเพาเวอร์ (ไอพีพี) และบริษัทไตรเอ็นเนอจี (ไอพีพี)

5) นายโอฬาร ไชยประวัติ ผู้บริหารชินคอร์ป. และที่ปรึกษาการเมือง ซึ่งเข้ามานั่งในคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท กฟผ. ทั้งยังเป็นกรรมการใน บมจ.ปตท., บมจ.ไทยออยล์, รวมถึงเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใน บริษัท TOC ซึ่งดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ อีกด้วย

นางชื่นชม ชี้ว่า ผลประโยชน์ทางการเมืองได้เข้าแทรกซ้อนในธุรกิจพลังงานอย่างชัดเจน และถ้าหากกล่าวจำเพาะ บมจ. ปตท. จะเห็นรายชื่อผู้บริหาร ปตท. คณะกรรมการปตท. และผู้มาดำรงตำแหน่งระดับสูงของปตท. ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ และเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาล โดยเฉพาะตระกูลชินวัตร
 
เช่น คณะกรรมการ ปตท. มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายโอฬาร ไชยประวัติ กรรมการบริษัทชินคอร์ป และนายกสภามหาวิทยาลัยชินวัตร นอกจากนั้น รายชื่อผู้บริหาร ปตท. ก็มีชื่อ นายทรงวุฒิ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งในปีที่ผ่านมา

“หากย้อนกลับไปดูผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารกระทรวงพลังงานในฐานะประธานกรรมการ บมจ. ปตท.และ ประธานคณะกรรมการเอฟที จะพบว่าผู้บริหารของกระทรวงดูแลผลประโยชน์ของบริษัทดีกว่าดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ดังเช่นในปี 46 นายเชิดพงษ์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ปตท. ทุกครั้ง แต่ประชุมคณะอนุกรรมการเอฟที แค่ 4 ครั้งจาก 6 ครั้งหรือคิดเป็น 67% เช่นเดียวกับนายเมตตา ที่เข้าประชุมของปตท.ในสัดส่วนที่มากกว่าคณะอนุกรรมการเอฟที” นักวิชาการอิสระ ให้ข้อมูล

การดูแลผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนดีกว่าประชาชน ยังสะท้อนผ่านการผลักภาระค่าเอฟที หรือค่าไฟฟ้าผันแปร มายังประชาชน เช่น ภาะค่า Take – or – Pay ที่เกิดจากการสร้างท่อส่งก๊าซจากแหล่งยานาดาในพม่ามายังโรงไฟฟ้าราชบุรี มูลค่านับพันล้านบาท หรือ กรณีที่ ปตท.ต้องการขยายกำลังส่งก๊าซของท่อจากแหล่งยานาดา ทำให้โรงไฟฟ้าราชบุรี ไม่สามารถใช้ก๊าซฯตามปริมาณที่กำหนดต้องหันมาเผาน้ำมันเตาแทนซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ทำให้ภาระค่าไฟฟ้าสูงขึ้นหลายพันล้าน ภาระก็ถูกผลักมายังผู้ใช้ไฟ

“ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 – 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ระบบท่อส่งก๊าซฝั่งตะวันตกเกิดรอยรั่ว ปตท.ต้องหยุดการจ่ายก๊าซฯ ทั้งหมด ทำให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรี ต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซฯ เป็นน้ำมันเตาล้วน และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุด 2 ต้องเดินเครื่องด้วยดีเซลเสริมระบบ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นใครเป็นผู้รับภาระ” นางชื่นชม กล่าว

เธอยังชี้ว่า การรักษาผลประโยชน์ของบริษัทดีกว่าผลประโยชน์ของประชาชน อาจมีเหตุผลหนึ่งมาจากผลตอบที่จูงใจกว่า เช่น การประชุมคณะกรรมการ ปตท. ในปี 2547 ที่มีทั้งหมด 13 ครั้ง คณะกรรมการคนหนึ่งจะได้รับเงินจากการประชุมไม่ต่ำกว่า 47,000 บาทต่อครั้ง

**** บริษัทลูกปล้นคนไทยผ่านบริษัทแม่

นางชื่นชม ยังให้ภาพว่า ภายใต้โครงสร้างระบบกิจการพลังงานเช่น ไฟฟ้า ซึ่งมีการผูกขาดเป็นทอดๆ นับแต่การจัดหา จัดส่งเชื้อเพลิง ไปจนถึงการผลิตไฟฟ้า การส่งและจำหน่ายไฟฟ้า บริษัทในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าได้ไช้ผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกเป็นฐานในการทำรายได้และใช้บริษัทลูกเป็นช่องทางในการทำกำไร โดยขายไฟฟ้าในราคาสูงให้แก่บริษัท โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ราคารับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทลูกของ กฟผ.
 
เช่น เอ็กโก้ และราชบุรี จะสูงกว่าราคารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ (ไอพีพี) ถึง 20% ด้วยเหตุนี้สภาพการทำธุรกิจระหว่างกฟผ. ในฐานะผู้ซื้อไฟ กับบริษัทลูกที่ผลิตไฟฟ้า จึงอยู่ในสภาพ “ฮั้ว” ทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์

“ในอนาคตต้องจับตามองเพราะการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคตถือเป็นเค้กชิ้นโตที่จะต้องมีการจัดสรรกันต่อไป จะมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลกระบวนการ “ลูกปล้นประชาชนผ่านแม่” เพื่อทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้หรือไม่” นางชื่นชม กล่าว