คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) แถลงข่าวที่ฮ่องกง วันนี้ (11 มี.ค.) ว่า ได้ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันครบรอบหนึ่งในการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน
“ข้าพระพุทธเจ้าได้พยายามช่องทางอื่นๆ หลายช่องทางแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ” Basil Fernando ผู้อำนวยการของ AHRC กล่าวในหนังสือถวายฎีกาส่งถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
“ดังนั้น หลังจากหนึ่งปี จึงตัดสินใจนำเรื่องกราบเรียนฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เพื่อที่ว่าอย่างน้อยที่สุด ภรรยาและบุตรทั้งห้าของนายสมชายจะได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีและบิดาของเขา และได้เห็นว่าผู้กระทำความผิดได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย” Basil กล่าวในฎีกา
เจ้าหน้าที่ของ AHRC ได้ยื่นจดหมายให้กับนายวิชัย วราสิริกุล กงสุลไทยประจำเกาะฮ่องกง เมื่อเช้าวันศุกร์ (11 มี.ค.) และท่านฑูตจะเป็นผู้นำส่งฎีกามายังสำนักราชเลขาธิการ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ นายสมชายได้ถูกลักพาตัวไปจากรถยนต์ส่วนตัว ณ บริเวณชานเมืองกรุงเทพ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 หลังจากที่เขาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะถึงการที่ลูกความของเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำทารุณ เจ้าหน้าที่ตำรวจห้านายได้รับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายสมชาย แต่ทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอื่นใด
AHRC ยังกล่าวถึงการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดการคลี่คลายคดี และยังระบุว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ที่ขัดขวางไม่ให้ความจริงเป็นที่ปรากฏ
“ดังที่ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงทราบดีอยู่แล้วว่า คดีของนายสมชายนั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนานาประเทศ” ข้อความที่ Basil เขียนในฎีกา
“การคลี่คลายคดีของนายสมชาย จึงมีนัยสำคัญมากต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือของนานาอารยะประเทศที่มีต่อราชอาณาจักรไทย”
“ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอกราบบังคมทูลมายังฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีพระราชดำรัสผ่านสำนักราชเลขาแสดงความกังวลในคดีนี้ต่อรัฐบาลไทย เพื่อที่ครอบครัวของนายสมชายจะได้รับการเยียวยา และพสกนิกรอื่นๆ จะได้รู้สึกภาคภูมิใจกับความยุติธรรมที่เกิดขึ้น” Basil กล่าวเพิ่ม
ศูนย์ข้อมูลทางกฎหมายแห่งเอเชีย หน่วยงานในเครือ AHRC กำลังจัดเตรียมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยส่งให้กับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รายงานดังกล่าวได้รวมเรื่องของนายสมชายและได้แสดงข้อกังวลต่อเรื่องการหายตัวไปที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทางภาคใต้ของไทย ทั้งนี้ มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาสถานการณ์ของประเทศไทย สำหรับการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในเดือนกรกฎาคม 2548 นี้
อนึ่ง คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย AHRC เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนทำงานด้านการรณรงค์และตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย ตั้งขึ้นปี 2527 มีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง
สำหรับรายละเอียดฎีกาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรไทย ในกรณีนายสมชาย นีละไพจิตร (ฉบับแปลไม่เป็นทางการ) มีรายละเอียด ดังนี้
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ขอร้องเรียนมายังฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทรงมีพระราชดำรัสต่อรัฐบาลไทย แสดงความห่วงใยในคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร เพื่อความเป็นธรรมจะได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของนายสมชาย และเพื่อพิทักษ์สิทธิและศักดิ์ศรีของพสกนิกรใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
นายสมชาย ได้ถูกลักพาตัวออกไปจากรถยนต์ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 หลังจากนั้น ไม่มีใครพบตัวอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการหายตัวไป ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แจ้งกับทางข้าพระพุทธเจ้าว่า ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามหาตัวนายสมชายและนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว
ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกพึงพอใจต่อคำมั่นสัญญาของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นอย่างยิ่ง แต่ต่อมาข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่ถึงขณะนี้ นายสมชาย ก็ยังคงหายตัวไป ส่วนผู้ต้องหาก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา ข้าพระพุทธเจ้าและภรรยาของนายสมชาย และหน่วยงานอื่นๆ ได้พยายามเรียกร้องให้คดีนี้ไปอยู่ภายใต้การดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรม
แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงเป็นผู้รับผิดชอบคดี แม้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะเคารพการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดี แต่ยังตระหนักถึงข้อที่ว่าผู้ต้องหานั้นเป็นเจ้าพนักงานของหน่วยงานดังกล่าวนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบในคดีนี้
ข้าพระพุทธเจ้าได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ผ่านช่องทางอื่นๆ แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด ดังนั้น หลังจากหนึ่งปี จึงตัดสินใจนำเรื่องกราบเรียนฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เพื่อที่ว่าอย่างน้อยที่สุด ภรรยาและบุตรทั้งห้าของนายสมชายจะได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีและบิดาของเขา และได้เห็นว่าผู้กระทำความผิดได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย
ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบเรียนว่า คดีของนายสมชายนั้นมีความสำคัญกับครอบครัวของเขา รวมถึงพสกนิกรคนไทยอื่นๆ เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน จึงหวังว่าหากคดีนี้ได้รับการคลี่คลาย ความเคารพศรัทธาของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันยุติธรรมของไทยยังคงจะดำรงอยู่ไม่เสื่อมคลาย
นอกจากนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อว่า การคลี่คลายคดีของนายสมชายอาจเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยบรรเทาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เพราะนายสมชายเองเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาของภาคใต้ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้รับรู้ถึงปัญหาของดินแดนแห่งนี้และรู้สึกเห็นใจและเป็นห่วงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภาคใต้นี้ด้วยเช่นกัน
ดังที่ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงทราบดีอยู่แล้วว่า คดีของนายสมชายนั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนานาประเทศ ดังนั้น การคลี่คลายคดีของนายสมชายจึงมีนัยสำคัญมากต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือของนานาอารยะประเทศที่มีต่อราชอาณาจักรไทย
ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอกราบบังคมทูลมายังฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีพระราชดำรัสผ่านสำนักราชเลขาแสดงความกังวลในคดีนี้ต่อรัฐบาลไทย เพื่อที่ครอบครัวของนายสมชายจะได้รับการเยียวยา และพสกนิกรอื่นๆ จะได้รู้สึกภาคภูมิใจกับความยุติธรรมที่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบบังคมทูลว่าการลักพาตัวในลักษณะนี้เป็นอาชญากรรมอันร้ายแรง ที่ถูกประณามจากสังคมอารยะทั้งมวล ในปี คริสตศักราช 1998 ได้มีการร่างกติกาสากลว่าด้วยเรื่องการปกป้องบุคคลจากการบังคับให้หายตัวไป ข้าพระพุทธเจ้าหวังด้วยใจบริสุทธิ์ว่ารัฐบาลไทยจะพยายามทุกวิถีทางที่จะรับหลักการในร่างกติกาดังกล่าว และออกกฎหมายห้ามการบังคับให้หายตัวไป เพื่อบังคับใช้ในราชอาณาจักรต่อไปในอนาคตอันใกล้
ขอฝ่าละอองธุลีพระบาททรงโปรดพิจารณาข้อร้องเรียนของข้าพระพุทธเจ้า ในนามคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ Basil Fernando ผู้อำนวยการ


