พรุ่งนี้ (12 มี.ค.) คือวันครบรอบหนึ่งปีที่ “ทนายสมชาย” ถูกอุ้มหายไปหลังออกมาเปิดโปงเรื่องที่ลูกความของเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานอย่างแสนสาหัสเพื่อให้รับสารภาพในเหตุการณ์ปล้นปืน เมื่อ 4 ม.ค. 47 รวมถึงการล่าชื่อยกเลิกกฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถึงวันนี้คดีสมชายหายไปยังไร้วี่แววความคืบหน้า ขณะที่“ทีมอุ้ม” และผู้บงการยังคงลอยนวล
...........................................
"ผู้ต้องหาใช้ผ้าผูกตาทั้ง 2 ข้าง ถูกเตะบริเวณปากและใบหน้า ผลักผู้ต้องหาที่ 1 (เมกะตา ฮารง) ล้มลง และใช้เท้าเหยียบหน้า และมีคนปัสสาวะใส่หน้าและปาก ใช้ไฟฟ้าช็อตบริเวณลำตัวและบริเวณอวัยวะเพศถึง 3 ครั้ง ผู้ต้องหาคนที่ 2 (สุกรี มะมิง) ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้ง 2 ข้าง และเตะบริเวณลำตัว ใช้รองเท้าตบหน้าและบังคับให้นอนแล้วให้คนปัสสาวะรดหน้า
"ผู้ต้องหาคนที่ 3 (อับดุลเลาะห์ อาบูคารี) ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้ง 2 ข้างและเตะบริเวณลำตัวหลายแห่ง ใช้มือตบบริเวณกกหูทั้ง 2 ข้าง ใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้เชือกมัดข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง และใช้ไฟฟ้าช็อตตามตัวและหลัง ผู้ต้องหาคนที่ 4 (มะนะเซ มามะ) ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้ง 2 ข้าง บีบคอ ใส่กุญแจมือไพล่หลัง และใช้ไม้ตีด้านหลังจนศรีษะแตก ใช้เชือกแขวนคอกับประตูห้องขัง ใช้มือทุบบริเวณลำตัว และได้ใช้ไฟฟ้าช็อตด้านหลัง ผู้ต้องหาคนที่ 5 (ซูดีรือมัน มาและ) ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้ง 2 ข้าง และถูกตบด้วยเท้าบริเวณหน้าและปาก ตบบริเวณกกหู และใช้ไฟฟ้าช็อตหลายครั้ง"
นั่นคือ คำร้องสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 47 ของ สมชาย นีละไพจิตร ที่ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการสอบสวนการซ้อมผู้ต้องหา 5 คน ลูกความของเขาซึ่งถูกจับกุมในคดีปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 47
คล้อยหลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน สมชาย ก็ถูกอุ้มหาย โดยมีผู้พบเห็นเขาครั้งสุดท้ายที่โรงแรมชาลีน่า ซอยลาดพร้าว 112 เขตวังทองหลาง กทม. หลังจากนั้นอีก 3 วัน ภรรยา จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามหาสามีที่หายไปอย่างลึกลับ
สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ผู้ซึ่งมีบทบาทในการว่าความช่วยเหลือชาวมุสลิมที่ถูกกล่าวหาในดคีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2526 ไม่ว่าจะเป็นคดีกูเฮง เผาโรงเรียน รวมถึงคดีที่รับเป็นทนายความให้ 5 ผู้ต้องหากลุ่มเจไอ เมื่อปลายเดือน ก.พ. 47
นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ออกมาเคลื่อนไหวในการรวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เพื่อคัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยให้เหตุผลว่าการประกาศกฎอัยการศึกกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน
...............................................
การจากไปของ สมชาย สร้าวความร้าวรานใจให้แก่คนในครอบครัว “นีละไพจิตร” ยิ่งนัก หนึ่งปีผ่านไป แม้ความหวังแห่งการรอคอยจะริบหรี่ แต่หัวใจของคนในครอบครัวก็ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเขาแม้เพียง “เศษเถ้าธุลี” ก็ยังดี
อังคณา นีละไพจิตร (วงศ์ราเชนทร์) ภรรยาทนายสมชาย เปิดบ้านย่านสี่แยกบ้านแขก ย่านฝั่งธนบุรี ต้อนรับ “ทีมข่าวผู้จัดการ” ท่ามกลางบรรยากาศรอบบ้านที่ยังเสมือนหนึ่งผู้เป็นเสาหลักยังคงมีชีวิตปกติสุข ข้าวของเครื่องใช้ หนังสือตัวบทกฎหมายของทนายสมชาย ยังวางในจุดเดิมครบทุกชิ้นไร้ฝุ่นเกาะ ราวกับว่าเจ้าของหยิบจับนำมาใช้เสมอ
"ทุกคนในบ้านรวมทั้งตัวดิฉัน ยังตั้งความหวังว่า จะได้เจอกับคุณสมชาย แม้จะอยู่ในสภาพของเถ้าธุลีแล้วก็ตาม" อังคณา ผู้เป็นภรรยาสะท้อนถึงความหวัง
เธอเล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ลูกทั้งหมด 5 คน หญิง 4 คน และชาย 1 คน ยังคิดว่า “พ่อยังอยู่”ไม่ได้หายไป มีการพูดถึงคุณพ่อ ด้วยความคิดถึงเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เว้นเรื่องเดียวที่ไม่พูดถึงคือ “พ่อหายไปไหน” เพราะคำถามนี้ สะเทือนจิตใจคนในครอบครัวอย่างรุนแรง
แม้วันนี้ "จะมีการจับกุมตัวคนร้าย ที่เกี่ยวโยงกับการหายตัวไปของทนายสมชาย ได้สักกี่คน ก็ไม่มีความหมาย และน่ายินดีไปกว่าการได้ตัวสามี และผู้เป็นพ่อกลับมา หากให้ปล่อยตัวจำเลยที่เป็นตำรวจทั้ง 5 คน ไปรับรางวัลตำรวจดีเด่น เพื่อแลกกับทนายสมชาย กลับบ้าน ครอบครัว นีละไพจิตร ก็ยินดี" อังคณา บอกเล่าขณะน้ำตาคลอเบ้า
ภรรยาผู้รอคอย เล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา การหายตัวไปของทนายสมชาย ครอบครัวได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะภาวะจิตใจ การให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน ระหว่างแม่กับลูก ลูกกับแม่ และลูกๆ ด้วยกัน ถือเป็นยาขนานเอกที่ทำให้เธอและลูกๆ มีพลังใจที่จะลุกขึ้นต่อสู้ต่อไป
"ปัญหาตามมาหลังคุณสมชายหายตัวไป คือเรื่อง จัดการทรัพย์สิน และหนี้สินของคุณสมชาย เอาแค่เรื่องเล็กๆ ที่ยังมีปัญหาทุกวันนี้ ก็คือ ค่าค้างชำระหนี้ ค่าโทรศัพท์มือถือของคุณสมชาย ที่ใช้แบบเหมาจ่ายรายเดือน ในระบบเอไอเอส ตั้งแต่ทนายสมชายหายไปใหม่ๆ เคยโทรแจ้งระงับการใช้ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า บุคคลอื่นไม่สามารถขอระงับการใช้บริการได้ นอกจากเจ้าของเครื่อง"
"เมื่อปลายปีที่แล้วมีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าโทรศัพท์ จากบริษัท จำนวน 9 พันบาท ไม่รวมกับค่าทนายความ หากไม่ชำระจะดำเนินคดีตามกฎหมาย” เธอกล่าวและว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการปรึกษากับทางสภาทนายความ เพื่อร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของทนายสมชาย
ในความโชคร้าย ครอบครัวนีละไพจิตร ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เช่น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ไม่มีอะไรมากนัก บ้านปัจจุบัน ทนายสมชาย ได้ซื้อไว้เมื่อประมาณ 20ปีที่แล้ว และลูกๆ ทั้ง 5 คน ต่างประพฤติตัวเป็นคนดีและตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขณะนี้บุตรสาวคนโต จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย ปัจจุบัน ทำงานที่ศาลปกครอง บุตรสาวคนที่ 2 กำลังจะจบการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ ส่วนบุตรที่เหลืออีก 3 คน ทางสภาทนายความฯ รับหาทุนการศึกษามาช่วยเหลือ จนกว่าจะเรียนจบการศึกษาชั้นระดับปริญญาตรี
“เด็กๆ ทุกคน ถูกฝึกมาตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อยังไม่หายไป คือ การมีค่าขนมจากรายได้ที่ทำงานนอกเวลาเรียน นอกจากคนโตมีงานประจำทำแล้ว บุตรสาวคนที่ 2 ที่ใกล้จบการศึกษา ช่วยงานอาจารย์ สุริชัย หวันแก้ว อยู่ที่คณะรัฐศาตร์ จุฬาฯ บุตรสาวคนที่ 3 ช่วยงานวิจัยอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และช่วงปิดเทอมก็ไปทำงานเป็นบรรณารักษ์ ห้องสมุดเอกชน บุตรสาวคนที่ 4 รับจ้างซักรีดเสื้อผ้า ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ส่วนบุตรชาย คนสุดท้าย ยามว่าง จะทำงานรับจ้างทั่วไป เช่นรับไปเสียค่าน้ำ ค่าไฟ รับถางหญ้าบ้าง” นี่คือความภาคภูมิใจ ที่คุณพ่อฝากไว้
"ดิฉันเฝ้าดูลูกทุกวัน หลังพ่อพวกเขาหายไป แรกๆ อาจรู้สึกโซซัดโซเซบ้าง แต่ตลอดหนึ่งปี ที่ผ่านมา ลูกทุกคนเข้มแข็งขึ้น มองโลกอย่างมีเหตุผล ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณสังคม ที่ได้ให้โอกาส และช่วยดูแลครอบครัว ทำให้รู้สึกว่าสังคมยังมีความเป็นธรรมหลงเหลือยู่บ้าง"
แม้เธอจะมีลูกเป็นกำลังใจที่ดีแต่ก็รู้สึกกังวลใจกับการต่อสู้คดีความในฐานะโจทก์ร่วมที่อัยการยื่นฟ้องตำรวจ 5 นาย เป็นจำเลยในคดีการหายตัวไปของนายสมชาย การเป็นหัวหน้าครอบครัว แทนคุณสมชาย ที่ต้องคอยทวงถามหาความยุติธรรมให้กับสามี ที่ตัวเองรู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า
"ดิฉันเองค่อนข้างแปลกใจ เท่าที่รู้มา คดีอาญาทั่วไป พนักงานสอบสวนมักจะเรียกตัวภรรยาหรือญาติผู้เสียหายไปพบ เพื่อจะได้ติดตามคดี แต่ในคดีของสามี ตำรวจไม่เคยเรียกไปพบเพื่อชี้แจง ก่อนส่งสำนวนให้อัยการ และทั้งที่ได้ยื่นคำร้อง เข้าเป็นโจทก์ร่วม ทางพนักงานอัยการ ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลมาทั้งหมด ซึ่งก็ยังไม่ทราบเลยว่า พยานที่เห็นเหตุการณ์เป็นใคร"
อังคนา บอกว่า สิ่งที่ติดค้างในใจ คือเรื่องการหาตัวคนสมชายว่าทำไมจึงไม่มีความคืบหน้า เท่าที่ทราบมีการหยุดตามหาตัวคุณสมชาย หลังจับกุมผู้ต้องหาชุดแรก และไม่เคยได้รับคำชี้แจงใดๆ จากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ทำไมจึงไม่รับคดีทนายสมชาย
"ครอบครัวได้แต่ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า แม้จะเป็นศพ ก็อยากได้มาประกอบพิธีทางศาสนา คุณสมชาย ทิ้งลูกหลายคนไว้ข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บช้ำ ถือเป็นถูกกระทำที่ค่อนข้างทารุณ จะให้ไปขอร้องใคร เพื่อมาทำอะไรให้เรา มากมายก็ไม่ใช่วิสัย เพราะการหายตัวไปของนายสมชายกลายเป็นปัญหาสังคมไปแล้ว ไม่ใช่ปัญหาของครอบครัวเพียงลำพัง" อังคนา ร้องขอความเป็นธรรมและความเห็นใจ
...............................................
คำวิงวอน การร้องขอความเป็นธรรมและความเห็นใจของผู้สูญเสียคือ ภรรยาของสมชาย ดูเหมือนจะสวนทางกันสิ้นเชิงกับการให้ข้อมูลต่อสาธารณะของฝ่ายรัฐ
"รัฐบาลทำเต็มที่ เราพยายามตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นทุกวิถีทางแล้ว" พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.กระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ในการติดตามการสูญหายของทนายสมชายซึ่งคว้าน้ำเหลวตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่ได้รับคดีของ สมชาย นีละไพจิตร ไว้ในความรับผิดชอบ โดย พงศ์เทพ ให้เหตุผลว่าไม่มีผู้เสนอเรื่องเข้ามา
ขณะที่การดำเนินคดีกับนายตำรวจ 5 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของทนายสมชายนั้น อดีตรมว.กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มีการจับตำรวจมา 5 คน ในข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและร่วมกันทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพ และส่งฟ้องไปแล้วอยู่ระหว่างการรอการพิจารณาคดีของศาล โดยจะมีการนัดสืบพยานนัดแรกวันที่ 21 มี.ค. นี้ที่ศาลอาญา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโอกาสที่ สมชาย จะหวนกลับคืนมาจะริบหรี่ลางเลือน แต่ภาคสังคมที่มีส่วนช่วยโอบอุ้มครอบครัวของทนายสมชาย อย่าง สภาทนายความแห่งประเทศไทย นอกจากจะช่วยค่าเล่าเรียนบุตรแล้ว ยังคงขึ้นแผ่นป้ายประกาศตามหาตัว ทนายสมชาย และให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสต่อไป
ขณะที่กลุ่มองค์กรต่างๆ นัดหมายเสวนาถึงอนาคตกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยจากกรณี สมชาย นีละไพจิตร ในวันนี้ (11 มี.ค.) ที่จุฬาฯ และในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค.) จะมีกิจกรรมร่วมจุดเทียนร่วมกันในเวลา 18.00 น. ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และการละหมาดฮาญาดที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย


