xs
xsm
sm
md
lg

สืบค้นศพสึนามิจากไมโครชิพตัวจิ๋ว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

                                   เรื่องโดย ....... แสงจันทร์ สีดำ / กัลยาณ์ ธรรมปรีชาไว

แม้ว่าไมโครชิพจะมีบทบาทในวงการสัตวแพทย์มานมนาน แต่การประยุกต์ใช้ไมโครชิพฝังร่างผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิของไทยนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลก ด้วยความจำเป็นที่สืบเนื่องจากการติดเครื่องหมายระบุศพของผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้นเกิดมีปัญหาตามมามากมาย ทั้งตัวอักษรบนเครื่องหมายเลอะเลือน การย้อนกลับไปค้นหาศพเมื่อมีญาติมาขอรับยุ่งยาก บางครั้งก็หาไม่พบ ฯลฯ

ขณะที่ผู้เสียชีวิตจำนวนมากก็ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดของศพได้ว่าเป็นใคร มาจากไหน

ชาญชัย สุนทรมัฎฐ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ กล่าวถึงการนำไมโครชิพมาฝังที่ศพของผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์ถล่ม ว่าการนำไมโครชิพมาใช้ติดที่ศพของผู้เสียชีวิต เริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากการแยกแยะศพของผู้เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดพังงา มีปัญหามาก เพราะป้ายที่เขียนติดไว้กับศพในระยะแรกถูกน้ำฝนรวมทั้งน้ำเลือดและน้ำหนองของผู้เสียชีวิตทำให้ตัวหนังสือที่ป้ายเลอะเลือน ทำให้การตรวจสอบศพ และการมาขอรับศพของญาติมีความยุ่งยาก

กระทรวงมหาดไทย จึงได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอสนับสนุนไมโครชิพและเครื่องสแกน รวมทั้งเครื่องยิงไมโครชิพ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“การจัดหาไมโครชิพ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานขอรับการสนับสนุนมาจากบริษัท ทศท คอเปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยชุดแรกได้รับการสนับสนุนจำนวน 1,000 ชิพ และหลังจากนั้นได้รับการสนับสนุนมาอีกประมาณ 4,000 ชิพ”

เมื่อได้รับการสนับสนุนมาแล้วได้แจกจ่ายไปยังพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยพื้นที่จังหวัดพังงาได้รับมากที่สุด 3,400 ชิพ เนื่องจากมีศพจำนวนมากที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นบุคคลใด

สำหรับไมโครชิพที่นำไปติดที่ศพของผู้เสียชีวิตนั้นได้ดำเนินการไปหมดแล้ว โดยทางแพทย์ที่ดูแลจะทำการติดไมโครชิพ ที่บริเวณไซนัสจมูกของศพ

ส่วนข้อมูลที่ใส่ในไมโครชิพนั้นจะเป็นเพียงข้อมูลตัวเลขลำดับศพเท่านั้น ไม่รวมข้อมูลอื่น เพราะข้อมูลในเรื่องดีเอ็นเอ และรายละเอียดเกี่ยวกับศพจะเก็บไว้อีกชุดหนึ่งที่ไส่ไว้ในถุงและรวมไว้ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นหมายเลขเดียวกันกับชิฟที่ติดไว้ที่ศพ เพื่อสะดวกในการค้นหาศพของผู้เสียชีวิต

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการติดชิพที่ศพของผู้เสียชีวิต คือ ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบศพหลังจากที่มีการยืนยันว่าบุคคลคนนั้นเป็นใครและเมื่อมีญาติมาขอรับศพก็จะได้จัดหาให้โดยไม่ต้องเสียเวลา เพียงแต่ใช้เครื่องสแกนหาก็จะพบแล้วว่าศพอยู่ที่ตู้คอนเทนเนอร์หมายเลขเท่าไหร่และจุดไหน ซึ่งดีกว่าวิธีการเดิมที่ใช้การเขียนป้ายติดไว้กับศพ เพราะเมื่อถึงเวลาหาศพให้กับญาติที่มาติดต่อขอรับศพกลับหาไม่พบ เนื่องจากป้ายที่เขียนติดไว้เลอะเลือนจากน้ำหนองของศพ

สำหรับศพที่ได้มีการติดไมโครชิพแล้วในขณะนี้มีหลายพันศพ โดยเป็นศพที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 48 ศพ จังหวัดกระบี่ 208 ศพ และจังหวัดพังงาจำนวน ประมาณ 3,500 ศพ

สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การติดไมโครชิฟที่ศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ นั้นได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วโดยมีแพทย์ที่รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการทั้งที่วัดบางม่วง และวัดย่านยาว อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา สำหรับไมโครชิพที่ติดที่ศพของผู้เสียชีวิตมีเพียงข้อมูลตัวเลขเท่านั้นเอง เพื่อให้ง่ายต่อการหาศพของผู้เสียชีวิตที่ได้มีการเก็บดีเอ็นเอไว้แล้ว

………………………………………

ความจริงแล้ว “ไมโครชิพ” มีใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการสัตวแพทย์เพื่อทำเครื่องหมายสัตว์เลี้ยง ดังนั้นไอเดียที่ว่าน่าจะนำเอาไมโครชิพมาเป็นเครื่องหมายระบุศพผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิซึ่งมีปัญหามาก จึงเกิดจากแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ โดยผู้ที่จุดประกายในเรื่องนี้ก็คือ รศ. สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.นันทริกา คือหนึ่งในผู้ที่ลงพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัยในชุดแรกๆ และพบว่ามีปัญหามากในการทำเครื่องหมายระบุศพ เธอจึงติดต่อเครือข่ายบริษัทผู้ผลิตไมโครชิพ ซึ่งบรรดาสัตวแพทย์จะใช้บริการเป็นประจำอยู่แล้ว ก็คือ บริษัทเทคน่า จำกัด รวมถึงหารือร่วมกับสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาควิชานิติเวชศาสตร์ ของจุฬาฯ และโรงพยาบาลศิริราช

วรพจน์ ไพจิตร เจ้าของบริษัทเทคน่า จำกัด ผู้ผลิตและออกแบบไมโครชิเพื่อส่งออกเป็นหลักมากว่า 18 ปี กล่าวในเวทีสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “การประยุกต์ใช้ไมโครชิพ .... กับภัยสึนามิ” จัดโดยคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ไมโครชิพที่ใช้ฝังร่างศพเหยื่อสึนามิ เป็นไมโครชิพตัวเล็กที่ถูกออกแบบสำหรับฝังในสุนัขและแมว ซึ่งในวันแรกๆ บริษัทได้บริจาคไปให้ทีมชันสูตรใช้ฝังร่างผู้เสียชีวิต จำนวน 1,000 ตัว ส่วนที่ ทศท คอร์ปอเรชั่น บริจาคให้ก็เป็นไมโครชิพจากบริษัทเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไมโครชิพ จำนวน 5,000 ตัวที่ฝังร่างเหยื่อสึนามิครั้งนี้ ไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อใช้สำหรับงานนี้โดยตรง ดังนั้นจึงมีจุดอ่อนคือ หากวางศพไว้ใกล้กันมากจะอ่านไม่ได้ ต้องให้ศพอยู่ห่างกันประมาณ 60 ซม. และไม่สามารถบรรจุข้อมูลอะไรได้นอกจากหมายเลขรหัสศพเท่านั้น

ส่วนระยะการอ่านจากไมโครชิพที่ฝังไว้เครื่องอ่านจะอ่านได้ในระยะ 5 ซม. หากนำร่างฝังดินก็ไม่สามารถอ่านได้ ดังนั้น ประโยชน์สูงสุดของการประยุกต์ใช้ไมโครชิพครั้งนี้ทำได้เพียงป้องกันการมั่วของศพเท่านั้น

วรพจน์ บอกว่า การนำไมโครชิพไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นต้องพัฒนาระบบที่เหมาะสมออกมาก่อนว่าจะเอาไปใช้งานแบบไหน เลขรหัสจะเรียงตัวอย่างไร ต้องการรูปแบบลักษณะแบบใด ก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งหากครั้งนี้มีการพูดคุยและมีเวลาพัฒนาระบบก่อนผลิตออกมาไมโครชิพจะสามารถเก็บข้อมูลได้หมด ทั้งตำหนิ รอยสัก ลักษณะรูปพรรณสันฐาน ลักษณะเครื่องประดับ กรุ๊ปเลือด สีผิว แม้แต่ข้อมูลทางพันธุกรรม (DNA) รวมถึงการออกแบบเพื่อให้สามารถตรวจจากบนดินได้หลังจากนำศพฝังไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องขุดศพขึ้นมา โดยไมโครชิพ มีอายุใช้งานนานถึง 70 ปี

วรวีร์ ไวยวุฒิ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งทำหน้าที่ฝังไมโครชิพ ลงในร่างผู้เสียชีวิตนับพันรายในจุดวัดบางม่วง จ.พังงา บอกเล่าขณะสาธิตการฝังไมโครชิพว่า การฝังไมโครชิพจะบอกได้ว่าศพนั้นมีเลขรหัสอะไร เมื่อเอาข้อมูลของศพมาโยงกับหมายเลขไมโครชิพก็จะค้นหาได้ง่ายว่าศพนั้นอยู่ตรงไหน แต่สิ่งที่ต้องการคืออยากให้พัฒนาเครื่องอ่านให้ดีกว่านี้ เพราะระยะการอ่านใกล้ศพมากจนเลอะไปด้วยเนื้อเยื่อ น้ำเลือดน้ำนอง

นี่คือการประยุกต์ใช้ไมโครชิพในการทำเครื่องหมายระบุศพผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิ เพื่อการตรวจสอบและขอรับศพในภายหลังทำได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น