ผู้จัดการรายวัน - วงสัมมนาสภาที่ปรึกษาฯ สรุปคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอันตรายที่สุดและแก้ไขยาก กระทุ้งรัฐฯ ตรวจสอบเงินนอกระบบที่ถูกกฎหมายในหน่วยราชการ เฉพาะค่าเช่าสถานีวิทยุปีละหมื่นกว่าล้าน ไม่นับเงินใต้โต๊ะอีก 400 ล้านบาท/ปี แฉทุจริตวงการก่อสร้าง 16 ปี ทำชาติสูญ 12 ล้านล้านบาท “ทักษิณ” ฉุน “ขาประจำ” ตั้งวงวิจารณ์รับหน้าเลือกตั้งคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอันตรายสุด
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวสรุปในงานสัมมนาประจำปีของสภาที่ปรึกษาฯ ว่า ในเวลานี้ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเป็นอันตรายที่สุดและแก้ไขยากที่สุด เพราะเกิดขึ้นในระดับการกำหนดนโยบายของรัฐบาลชาติและท้องถิ่น ประชาชนต่างตกอยู่ในภาวะขาดความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาของรัฐฯ เพราะไม่มีสัญญาณว่าการคอร์รัปชั่นจะลดลงไป
รองประธานสภาฯ สรุปถึงสาเหตุของการคอร์รัปชั่นว่ามีอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก ในระดับนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น มีความตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้การต่อสู้กับคอร์รัปชั่นทำได้ยากเพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้ออกกฎระเบียบ ออกกฎหมายเพื่อใช้เป็นช่องทางคอร์รัปชั่น และในการบริหารก็ใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมาตั้งโครงการเพื่อคอร์รัปชั่นงบประมาณแผ่นดิน ทำประโยชน์ให้กับนักการเมือง
ประการที่สอง การคอร์รัปชั่นในกลุ่มข้าราชการประจำ เกิดขึ้นเพราะมีทัศคติว่าการคอร์รัปชั่นที่เป็นอยู่โดยเฉพาะการ “กินตามน้ำ” เป็นเรื่องปกติ และไม่คิดตั้งองค์กรหรือมีระบบตรวจสอบขึ้นมา แต่จะรักษาระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ทางกฎหมายให้ยืดยาวเพื่อใช้เป็นช่องทางหาประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย
“หน่วยราชการส่วนใหญ่มีเงินนอกระบบที่ถูกกฎหมายทั้งนั้น อย่างเรื่องสถานีวิทยุทั่วประเทศที่มีอยู่ 500 กว่าสถานี มีใต้โต๊ะแต่ละปีกว่า 400 ล้านบาท และค่าเช่าสถานีที่เป็นเงินบนโต๊ะจากการเปิดประมูลหลอกๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเหมือนเงินนอกระบบ เป็นเงินสวัสดิการที่ถูกกฎหมาย รัฐบาลไม่ได้เข้าไปตรวจสอบว่าอยู่ที่ไหน ใช้จ่ายอย่างไร และจะต้องเอามาไว้ในระบบเพราะสถานีวิทยุเป็นของรัฐไม่ใช่ของข้าราชการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าเงินค่าเช่าสถานีเป็นเงินตามน้ำ ถ้ารัฐบาลตั้งใจปราบคอร์รัปชั่นจริงต้องเข้าไปตรวจสอบดู”
ประการที่สาม การคอร์รัปชั่นภาคเอกชน ซึ่งมีทั้งการเลี่ยงภาษี ตกแต่งบัญชี หลอกลูกค้า ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งปัญหาในเวลานี้คือไม่มีองค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในภาคเอกชนอย่างจริงจัง
ร้องปราบเงินใต้ดินซื้อเสียง 4 หมื่นล้าน
นายสังศิต กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลตั้งใจจะทำสงครามคอร์รัปชั่นอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องประกาศให้ชัดในฤดูกาลเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ว่าหากใครใช้เงินซื้อเสียงจะไม่ยอมรับเป็นสมาชิกพรรค และการเลือกตั้งจะไม่ใช้เงินซื้อเสียง
“เงินซื้อเสียงซึ่งเป็นเงินใต้ดินที่เกิดจากการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 3 – 4 ปีก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีเม็ดเงินตกประมาณ 3 – 4 หมื่นล้านบาท และคราวนี้คงไม่ต่ำกว่าครั้งที่แล้ว เพราะการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนของพรรครุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสเข้ามาหาประโยชน์คนก็อยากเข้ามามากขึ้น”
นายสังศิต กล่าวถึงผลการสำรวจความเห็นของเครือข่ายภาคประชาชน เรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบของสังคมไทย โดยสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระหว่างวันที่ 1 – 31 พ.ค. ที่ผ่านมา สรุปในประเด็นความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นว่า ว่า ประชาชน 91% เห็นว่าการเมืองระดับชาติมีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น และ 84% เห็นว่า การเมืองท้องถิ่นมีการคอร์รัปชั่น และระดับการคอร์รัปชั่นรุนแรงมาก 85% มีเพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่เห็นว่าปานกลาง และ 2% เห็นว่าไม่รุนแรง
ส่วนหน่วยงานที่มีการคอร์รัปชั่นสูงสุด 4 อันดับแรก คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, องค์การปกครองท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมตามลำดับ
ทุจริตโครงการก่อสร้าง 16 ปี 12 ล้านล้าน
นายสุขุม สุขพันธ์โพธาราม เลขาธิการสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท.) ซึ่งเป็นผู้นำการระดมความเห็นในเรื่องการคอร์รัปชั่นในวงการก่อสร้างในงานดังกล่าว ชี้ว่าโครงการก่อสร้างอาจทุจริตได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเกิดโครงการจนกระทั่งสำเร็จ ซึ่งในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องสูญเสียเม็ดเงินจากการทุจริตในโครงการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 12 ล้านล้านบาท ทางกลุ่มได้เสนอแนวทางแก้ไข อาทิ กำหนดมาตรฐานแห่งชาติทุกขั้นตอน กำหนดให้เปิดเผยข้อมูล เปิดเผยผลประกวดราคา ห้ามหน่วยงานของรัฐประกอบอาชีพแข่งเอกชน
การสัมมนาครั้งนี้ได้สรุปแนวทางแก้ไขคอร์รัปชั่นที่ควรทำตั้งแต่ระดับลึก คือ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริมการเกิดขึ้นของเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเข้ามาตรวจสอบนักการ อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับนโยบายและความเอาจริงของรัฐบาลเป็นสำคัญ ซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด สภาที่ปรึกษาฯ จะสรุปเพื่อส่งเป็นข้อมูลให้กับรัฐบาลเพื่อจัดการแก้ไข
“ทักษิณ” ศอกกลับ “ขาประจำ”
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจจากการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนเชื่อว่า มีนักการเมืองระดับชาติร่วมโกงด้วยถึง 91%ว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น เวลานี้การคอร์รัปชันมันมีตั้งแต่ระดับล่างที่ให้บริการประชาชน เพราะรายได้ไม่พอ ซึ่งสมัยที่สองตนจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนกฎหมายที่มีช่องโหว่ก็ต้องแก้บางฉบับ
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกลุ่มที่วิพากวิจารณ์เรื่องกลุ่มทุนที่มาสนับสนุนพรรคการเมืองทำให้เกิดการทุจริตในเชิงนโยบายว่า ไม่มี พูดไปเพราะอย่างนั้นเอง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเป็นคำติดปาก เราต้องดูว่านโยบายอะไรที่ให้ประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ สังเกตดูหน้าที่ไปขึ้นเวทีเป็นขาประจำของตนทั้งนั้น ไม่เป็นกลางเลย พูดเรื่อยเปื่อย
“ใกล้เลือกตั้งรับรองไอ้หน้าพวกนี้จะออกมาสลอนอยู่เรื่อง ไมโครโฟนจ่อปากเมื่อไหร่ก็ทันทีเลย ใกล้เลือกตั้งไม่ต้องห่วงพวกนี้จะมารวมกัน ทีดีอาร์ไอก็เหมือนกัน ใครล่ะ สมเกียรติ(นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ) ขาประจำพูดทุกเรื่อง มันก็ไม่มีอะไร” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ในการสัมมนา นายสมเกียติ ตั้งข้อสังเกตว่าตลาดเงินตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นสายสัมพันธ์กับนักการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า นักการเมืองเลยไม่เกี่ยวเลย หุ้นธนาคารก็ขึ้นทุกตัว หุ้นปูนซีเมนต์ไทย หรือปตท.ของรัฐก็ดี มันตั้งใจชี้ “ปัดโธ่!ประเภททำความจริงครึ่งเดียวมันเป็นสิ่งที่เป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ใช้มานาน”
ส่วนจะมีเกมการเมืองเข้าไปเกี่ยวด้วยหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า มีแต่อาจจะไม่ใช่การเมืองล้วนๆ แต่เป็นเกมความไม่พอใจเกิดการปรุงแต่งในจิตที่ไม่ชอบตน หรือระแวงเป็นพิเศษ เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องหุ้น เศรษฐกิจมันดีหุ้นก็ขึ้นทั้งโลก
อนึ่ง นักวิชาการจากค่ายทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปีที่ผ่านมา “หุ้นกลุ่มทักษิณ” ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 205,276 ล้านบาทในเวลา 1 ปี (2546)
ขณะนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศจะปราบคอร์รัปชั่นในการเป็นรัฐบาลสมัยหน้าว่า ไม่ทราบว่าทำไมจะต้องรอถึงสมัยหน้า ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นรัฐบาลในสมัยนี้ หรือว่าต้องการให้คอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในยุคนี้ให้เต็มที่ให้อิ่มหมีพีมันเสียก่อนถึงค่อยจัดการ เพราะมีนักวิชาการและบุคคลระดับสูงในประเทศให้ความเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยมีคอรัปชั่นมาก โดยเฉพาะในยุครัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 91 และการคอรัปชั่นดังกล่าวก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้กับคนในพวกพ้องของรัฐบาล
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวสรุปในงานสัมมนาประจำปีของสภาที่ปรึกษาฯ ว่า ในเวลานี้ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเป็นอันตรายที่สุดและแก้ไขยากที่สุด เพราะเกิดขึ้นในระดับการกำหนดนโยบายของรัฐบาลชาติและท้องถิ่น ประชาชนต่างตกอยู่ในภาวะขาดความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาของรัฐฯ เพราะไม่มีสัญญาณว่าการคอร์รัปชั่นจะลดลงไป
รองประธานสภาฯ สรุปถึงสาเหตุของการคอร์รัปชั่นว่ามีอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก ในระดับนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น มีความตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้การต่อสู้กับคอร์รัปชั่นทำได้ยากเพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้ออกกฎระเบียบ ออกกฎหมายเพื่อใช้เป็นช่องทางคอร์รัปชั่น และในการบริหารก็ใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมาตั้งโครงการเพื่อคอร์รัปชั่นงบประมาณแผ่นดิน ทำประโยชน์ให้กับนักการเมือง
ประการที่สอง การคอร์รัปชั่นในกลุ่มข้าราชการประจำ เกิดขึ้นเพราะมีทัศคติว่าการคอร์รัปชั่นที่เป็นอยู่โดยเฉพาะการ “กินตามน้ำ” เป็นเรื่องปกติ และไม่คิดตั้งองค์กรหรือมีระบบตรวจสอบขึ้นมา แต่จะรักษาระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ทางกฎหมายให้ยืดยาวเพื่อใช้เป็นช่องทางหาประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย
“หน่วยราชการส่วนใหญ่มีเงินนอกระบบที่ถูกกฎหมายทั้งนั้น อย่างเรื่องสถานีวิทยุทั่วประเทศที่มีอยู่ 500 กว่าสถานี มีใต้โต๊ะแต่ละปีกว่า 400 ล้านบาท และค่าเช่าสถานีที่เป็นเงินบนโต๊ะจากการเปิดประมูลหลอกๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเหมือนเงินนอกระบบ เป็นเงินสวัสดิการที่ถูกกฎหมาย รัฐบาลไม่ได้เข้าไปตรวจสอบว่าอยู่ที่ไหน ใช้จ่ายอย่างไร และจะต้องเอามาไว้ในระบบเพราะสถานีวิทยุเป็นของรัฐไม่ใช่ของข้าราชการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าเงินค่าเช่าสถานีเป็นเงินตามน้ำ ถ้ารัฐบาลตั้งใจปราบคอร์รัปชั่นจริงต้องเข้าไปตรวจสอบดู”
ประการที่สาม การคอร์รัปชั่นภาคเอกชน ซึ่งมีทั้งการเลี่ยงภาษี ตกแต่งบัญชี หลอกลูกค้า ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งปัญหาในเวลานี้คือไม่มีองค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในภาคเอกชนอย่างจริงจัง
ร้องปราบเงินใต้ดินซื้อเสียง 4 หมื่นล้าน
นายสังศิต กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลตั้งใจจะทำสงครามคอร์รัปชั่นอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องประกาศให้ชัดในฤดูกาลเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ว่าหากใครใช้เงินซื้อเสียงจะไม่ยอมรับเป็นสมาชิกพรรค และการเลือกตั้งจะไม่ใช้เงินซื้อเสียง
“เงินซื้อเสียงซึ่งเป็นเงินใต้ดินที่เกิดจากการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 3 – 4 ปีก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีเม็ดเงินตกประมาณ 3 – 4 หมื่นล้านบาท และคราวนี้คงไม่ต่ำกว่าครั้งที่แล้ว เพราะการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนของพรรครุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสเข้ามาหาประโยชน์คนก็อยากเข้ามามากขึ้น”
นายสังศิต กล่าวถึงผลการสำรวจความเห็นของเครือข่ายภาคประชาชน เรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบของสังคมไทย โดยสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระหว่างวันที่ 1 – 31 พ.ค. ที่ผ่านมา สรุปในประเด็นความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นว่า ว่า ประชาชน 91% เห็นว่าการเมืองระดับชาติมีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น และ 84% เห็นว่า การเมืองท้องถิ่นมีการคอร์รัปชั่น และระดับการคอร์รัปชั่นรุนแรงมาก 85% มีเพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่เห็นว่าปานกลาง และ 2% เห็นว่าไม่รุนแรง
ส่วนหน่วยงานที่มีการคอร์รัปชั่นสูงสุด 4 อันดับแรก คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, องค์การปกครองท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมตามลำดับ
ทุจริตโครงการก่อสร้าง 16 ปี 12 ล้านล้าน
นายสุขุม สุขพันธ์โพธาราม เลขาธิการสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท.) ซึ่งเป็นผู้นำการระดมความเห็นในเรื่องการคอร์รัปชั่นในวงการก่อสร้างในงานดังกล่าว ชี้ว่าโครงการก่อสร้างอาจทุจริตได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเกิดโครงการจนกระทั่งสำเร็จ ซึ่งในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องสูญเสียเม็ดเงินจากการทุจริตในโครงการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 12 ล้านล้านบาท ทางกลุ่มได้เสนอแนวทางแก้ไข อาทิ กำหนดมาตรฐานแห่งชาติทุกขั้นตอน กำหนดให้เปิดเผยข้อมูล เปิดเผยผลประกวดราคา ห้ามหน่วยงานของรัฐประกอบอาชีพแข่งเอกชน
การสัมมนาครั้งนี้ได้สรุปแนวทางแก้ไขคอร์รัปชั่นที่ควรทำตั้งแต่ระดับลึก คือ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริมการเกิดขึ้นของเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเข้ามาตรวจสอบนักการ อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับนโยบายและความเอาจริงของรัฐบาลเป็นสำคัญ ซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด สภาที่ปรึกษาฯ จะสรุปเพื่อส่งเป็นข้อมูลให้กับรัฐบาลเพื่อจัดการแก้ไข
“ทักษิณ” ศอกกลับ “ขาประจำ”
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจจากการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนเชื่อว่า มีนักการเมืองระดับชาติร่วมโกงด้วยถึง 91%ว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น เวลานี้การคอร์รัปชันมันมีตั้งแต่ระดับล่างที่ให้บริการประชาชน เพราะรายได้ไม่พอ ซึ่งสมัยที่สองตนจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนกฎหมายที่มีช่องโหว่ก็ต้องแก้บางฉบับ
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกลุ่มที่วิพากวิจารณ์เรื่องกลุ่มทุนที่มาสนับสนุนพรรคการเมืองทำให้เกิดการทุจริตในเชิงนโยบายว่า ไม่มี พูดไปเพราะอย่างนั้นเอง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเป็นคำติดปาก เราต้องดูว่านโยบายอะไรที่ให้ประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ สังเกตดูหน้าที่ไปขึ้นเวทีเป็นขาประจำของตนทั้งนั้น ไม่เป็นกลางเลย พูดเรื่อยเปื่อย
“ใกล้เลือกตั้งรับรองไอ้หน้าพวกนี้จะออกมาสลอนอยู่เรื่อง ไมโครโฟนจ่อปากเมื่อไหร่ก็ทันทีเลย ใกล้เลือกตั้งไม่ต้องห่วงพวกนี้จะมารวมกัน ทีดีอาร์ไอก็เหมือนกัน ใครล่ะ สมเกียรติ(นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ) ขาประจำพูดทุกเรื่อง มันก็ไม่มีอะไร” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ในการสัมมนา นายสมเกียติ ตั้งข้อสังเกตว่าตลาดเงินตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นสายสัมพันธ์กับนักการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า นักการเมืองเลยไม่เกี่ยวเลย หุ้นธนาคารก็ขึ้นทุกตัว หุ้นปูนซีเมนต์ไทย หรือปตท.ของรัฐก็ดี มันตั้งใจชี้ “ปัดโธ่!ประเภททำความจริงครึ่งเดียวมันเป็นสิ่งที่เป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ใช้มานาน”
ส่วนจะมีเกมการเมืองเข้าไปเกี่ยวด้วยหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า มีแต่อาจจะไม่ใช่การเมืองล้วนๆ แต่เป็นเกมความไม่พอใจเกิดการปรุงแต่งในจิตที่ไม่ชอบตน หรือระแวงเป็นพิเศษ เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องหุ้น เศรษฐกิจมันดีหุ้นก็ขึ้นทั้งโลก
อนึ่ง นักวิชาการจากค่ายทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปีที่ผ่านมา “หุ้นกลุ่มทักษิณ” ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 205,276 ล้านบาทในเวลา 1 ปี (2546)
ขณะนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศจะปราบคอร์รัปชั่นในการเป็นรัฐบาลสมัยหน้าว่า ไม่ทราบว่าทำไมจะต้องรอถึงสมัยหน้า ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นรัฐบาลในสมัยนี้ หรือว่าต้องการให้คอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในยุคนี้ให้เต็มที่ให้อิ่มหมีพีมันเสียก่อนถึงค่อยจัดการ เพราะมีนักวิชาการและบุคคลระดับสูงในประเทศให้ความเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยมีคอรัปชั่นมาก โดยเฉพาะในยุครัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 91 และการคอรัปชั่นดังกล่าวก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้กับคนในพวกพ้องของรัฐบาล


