xs
xsm
sm
md
lg

จับตาเลือกตั้ง! นายกเทศบาลสงขลา เมื่อ "เกรียงไกร คมขำ” ประกาศทำการเมืองสีขาว จะผ่านม่านสีม่วงสร้าง 'ประวัติศาสตร์' แก่ชาวสงขลาได้หรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทัศนะ… โดย เมือง ไม้ขม

วันที่ 29 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้งท้องถิ่น นั่นคือ การเลือกตั้ง “นายกเทศบาลนครสงขลา” ซึ่งเป็นการเลือกนอกฤดูกาล เพราะ “วันชัย ปริญญาศิริ” นายกเทศบาลนครสงขลา ได้ลาออก ก่อนจะครบวาระของการดำรงตำแหน่ง

ที่เขียนว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็น” ประวัติศาสตร์” เพราะในบรรดาผู้สมัครทั้ง 3 คนนั้น ปรากฏว่ามีหนึ่งคน ที่เป็นผู้สมัคร “หน้าใหม่” และเป็น “คนหนุ่ม” ที่ประกาศที่จะทำการเมืองแบบโปร่งใส โดยไม่ซื้อเสียง

ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสงขลา” ทั้งหมดมี 4 คนด้วยกัน แต่ที่แข่งขันกันจริงๆ มีเพียง 3 คน นั้นคือ “วันชัย ปริญญาศิริ” อดีตนายกฯ ที่ลาออกก่อนครบวาระ และกลับมาสมัครให้ประชาชนเลือกอีกครั้ง ส่วนหมายเลข 2 คือ “สมศักดิ์ ตันติเศรณี” อดีตนายกฯ 2 สมัยของเทศบาลนครสงขลา ส่วนผู้สมัครหมายเลข 4 คือ “เกรียงไกร คมขำ” ซึ่งเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่เป็นคนหนุ่มที่ “คร่ำหวด” ในวงการการเมืองคนหนึ่งของ จ.สงขลา

และเป็นผู้สมัครที่ประกาศต่อชาวบ่อยางอย่างชัดเจนว่า ต้องการทำการเมืองในรูปแบบใหม่คือ เน้นในเรื่องการขายนโยบายที่เป็นจริงและทำได้จริง รวมทั้งแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยไม่ต้องใช้เงินในการซื้อเสียง

นับตั้งแต่วันที่ได้หมายเลข 4 ในการเลือกตั้ง “เกรียงไกร คมขำ “ ก็ใช้วิธีการลงพื้นที่พบปะประชาชน นำเสนอนโยบายและประกาศชัดว่าไม่มีการซื้อเสียง แต่ต้องการที่เอาชนะผู้แข่งด้วยการนำเสนอนโยบาย ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประชาชนในเทศบาลนครสงขลา

ในขณะที่ฝ่ายของคู่แข่ง ทั้งหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ยังไม่มีการลงพื้นที่อย่างคึกคัก เหมือนกับผู้สมัครหมายเลข 4 ซึ่งวิธีการหาเสียงของผู้สมัคร ที่เป็นคู่แข่ง ยังเน้นการใช้หัวคะแนนในการจัดตั้ง โดยอาศัย “ปัจจัยอื่นๆ” มากกว่าการลงพื้นที่ เพื่อพบกับประชาชน ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการของนักการเมืองรุ่นใหญ่ และ “เก๋าเกมการเมือง” ที่ใช้ในการก้าวไปสู่ตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น และเป็นผู้แทนราษฎร ตามแบบฉบับดั้งเดิมของการเมืองในระบบบ้านใหญ่

ดังนั้น การเลือกตั้งของเทศบาลนครสงขลาในครั้งนี้ จึงเป็นการวัดใจคนในเขตเทศบาลนครสงขลาว่า จะเลือกการเมืองโดยสุจริต ที่ไม่ใช้เงินเป็นปัจจัยทางการเมือง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีและมองเห็นถึงมหันตภัยของการรับเงินจำนวน 500 หรือ 1,000 บาทต่อหัว ซึ่งเป็นการขายสิทธิ์ ขายเสียงให้แก่นักการเมืองที่ใช้เงินเป็นปัจจัยในการเข้าไปบริหารท้องถิ่น

นักการเมืองที่ใช้เงิน 500 ถึง 1,000 บาท ในการ “ฟาดหัว” ประชาชน สิ่งที่เห็นชัด หลังจากเป็นผู้บริหารท้องถิ่น คือการไม่เห็นหัวประชาชน ไม่ต้องบริหารท้องถิ่นตามสัญญาประชาคม เพราะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากได้ซื้อเสียงเข้ามาเพื่อบริหารท้องถิ่น ประชาชนจึงไร้สิทธิ ไร้เสียง ที่จะเรียกร้องหรือต่อรองใดๆ ตั้งแต่วันที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาท แลกกับการไปเลือกตั้งให้เขามาบริหารท้องถิ่นแล้ว

มหันตภัยของการขายสิทธิ์ขายเสียง ที่เป็นบทเรียนที่เห็นชัดเจน คือการ บริหารราชการแผ่นดินของเครือข่ายสีน้ำเงิน ที่มาจากบ้านใหญ่ และใช้เงินในการซื้อเสียง เข้ามาเพื่อเป็นผู้แทนปวงชน และที่ใกล้ตัวคนสงขลาที่สุดคือการบริหารท้องถิ่นใน จ.สงขลา ที่ผู้เป็นผู้นำ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องฟังเสียงประชาชน เป็นการข้ามหัว ไม่ให้ความสำคัญ เพราะเขาเห็นว่า เขาซื้อเสียงประชาชนเพื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารท้องถิ่น

อีกเพียง 20 วัน ก็จะถึงวัน”หย่อนบัตรเลือกตั้ง เป็นวันกำหนดอนาคตของชาวบ่อยางในเขตเทศบาลนครสงขลา ที่ต้องตัดสินใจว่า จะอยู่กับ “การเมืองแบบเก่า” เลือกผู้บริหารเทศบาลนครสงขลา โดย “รับเงิน” เพื่อแลกกับการเลือกตั้ง หรือจะเลือกศักดิ์ศรีของความเป็นคน โดยเลือกผู้สมัครที่ไม่ซื้อเสียง ไม่แจกเงิน เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของการเมืองสีขาวของจังหวัดสงขลาให้เป็นครั้งแรกของการเมืองท้องถิ่น