คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก้าวผ่านวันสัญลักษณ์ “ตากใบทมิฬ” เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ได้โดยไม่มีเหตุรุนแรง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ระลึกถึงบาดแผลจากการปิดล้อมจับกุมผู้ชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 ราย เหตุเกิดเมื่อปี 2547
สำหรับผู้เสียชีวิตมีทั้งตั้งใจและถูกหลอกให้ไปร่วมชุมนุม แต่สุดท้ายจบลงที่การเยียวยาครอบครัวผู้ตายรายละ 7.5 ล้านบาท ส่วนผู้พิการ ผู้บาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาลดหลั่นกันไป ซึ่งถือว่าสร้างความพอใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่ทั้งหมดก็ตาม
แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้ว 22 ปี แต่ได้ถูก ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น นำไปใช้สร้าง “บาดแผลแห่งความเจ็บปวดที่ยากสมาน” มาโดยตลอด โดยการนำกลับตอกย้ำกับมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ในเดือนตุลาคมของทุกปีที่ผ่านมา
ในปี 2569 นี้แนวร่วมในพื้นที่ รวมถึงภาคประชาสังคมทั้งที่อยู่ใต้ปีกการเมืองของบีอาร์เอ็น รวมถึงเครือข่ายนักวิชาการและกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ได้จัด “เวทีเสวนา” และเปิดโอกาสให้มีการแสดงออกทางสัญลักษณ์เพื่อ “ตอกย้ำ” ให้เห็นถึงความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ครั้งนั้น
และในเดือนตุลาคมของทุกๆ ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่เกิดควบคู่กับการจัดกิจกรรมดังกล่าวคือ บีอาร์เอ็นจะการก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เพื่อ “ย้ำเตือน” ให้คนในพื้นที่อย่าได้ลืมเลือนเรื่องราวของความสูญเสียที่เกิดขึ้น และได้ถูกทำให้กลายเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดมาต่อเนื่อง
ทว่าในเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา แม้มีข้อมูลระบุว่าแนวร่วมในพื้นที่ยังพยายามก่อเหตุ แต่กลับไม่สามารถทำได้เพราะหลังการเข้ามารับตำแหน่งของ พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปรับ “งานยุทธการป้องกันเหตุ” ให้เป็นใน “เชิงรุก” หลากหลายรูปแบบ
บีอาร์เอ็นยึดหลัก “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม” ก่อนลงมือปฏิบัติการทุกครั้ง เมื่อมีการปรับยุทธการของกำลังเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการ “ลังเล” จนไม่กล้าสุ่มเสี่ยงที่จะลงมือก่อการร้าย เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับฝ่ายตน
ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่แนวร่วมบีอาร์เอ็นในพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้คือ “เกาะติด” ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกพื้นที่ เพื่อนำความเคลื่อนไหวไปวิเคราะห์ให้ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อให้ฝ่ายเสนาธิการกำหนดแผนปฏิบัติการการก่อการร้ายในรูปแบบใหม่ๆ
ดังนั้นการที่ไม่มีเหตุรุนแรงในห้วงวันที่ 25-31 ตุลาคม 2569 อันเป็นช่วงครบรอบ 22 ปีเหตุการณ์ตากใบทมิฬ จึงเป็น “ความสงบเพียงชั่วคราว” เท่านั้น เชื่อว่าเมื่อบีอาร์เอ็น “วิเคราะห์ได้แตก” จนพบ “ช่องว่าง” ของยุทธการฝ่ายทหารได้เมื่อไหร่ “ความรุนแรง” ในชายแดนใต้ก็จะกลับมาอีกแน่นอน
การปรับยุทธการฝ่ายทหารเพียงอย่างเดียว จึงเป็นการแก้ปัญหาไฟใต้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น สิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำให้สำเร็จคือ “การทำลายเครือข่ายของบีอาร์เอ็นในพื้นที่” ให้ได้ เพื่อนำไปสู่การล่มสลายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้ได้ในที่สุด
พร้อมๆ กับ “การพูดคุย” เพื่อสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติของกลุ่มผู้สนับสนุนบีอาร์เอ็นในพื้นที่ ซึ่งก็มีข้อมูลอยู่แล้วว่า เป็นใคร หรือกลุ่มไหนบ้าง สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องเร่งดำเนินการให้ลุล่วงโดยเร็วเช่นกัน
มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีสำหรับมาตรการดับไฟใต้คือ การที่ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และอื่นๆ จนทำให้สามารถ “ควบคุม” ตัวผู้มีหมายจับ รวมถึงผู้ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยได้เป็นจำนวนมาก
ผลจาก “การซักถาม” และ “สวบสวน” ผู้ที่ถูกควบคุมตัว แม้ไม่สามารถ “ต่อจิ๊กซอร์” ไปยัง แกนนำบีอาร์เอ็น แต่ก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำให้เจ้าหน้าที่ “เชื่อมต่อ” และ “สาวถึง” ผู้ร่วมขบวนการในการก่อเหตุในแต่ละพื้นที่ได้
แต่ที่เป็นอุปสรรคของทั้งตำรวจและทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่คือ ยังไม่สามารถผลักดันให้มี “กฎหมายด้านความมั่นคงฉบับใหม่” มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน แต่ต้องใช้ พรก.ฉุกเฉิน และ กฎอัยการศึก ในปฏิบัติการต่อเป้าหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม การใช้ “กฎหมายพิเศษ” เป็นเครื่องมือก็กลายเป็น “เงื่อนไข” ให้ถูกกล่าวหาจากบีอาร์เอ็น และโดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคมที่สนับสนุนให้เกิด “เขตปกครองตนเอง” ว่าได้ถูกใช้เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีหรือไม่ใช้ “กฎหมายพิเศษ” หรือที่เรียกว่า “กฎหมายสามพี่น้อง” มาใช้กับการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ เชื่อว่าไฟใต้จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้ เพราะจะควบคุมพื้นที่ จับกุมผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลยสักคนเดียว
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องผลักดันให้รัฐบาลต้อง “ทบทวน” การออกกฎหมายที่ใช้ควบคุมการความมั่นคง อาชญากรรมระหว่างประเทศ เพื่อใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ “กฎหมายพิเศษ” ที่ถูกต่อต้านมาอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล ต้องตระหนักในเรื่องนี้อย่างที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้องร่วมมือกันผลักดันด้วย
เพราะที่ผ่านมามีภาพที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้อย่างถ่องแท้ เพราะถ้าเข้าใจจริงคงไม่ให้มีการ “ตัดเบี้ยเสี่ยงภัย” ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้
เงินค่าเบี้ยเลี้ยงหรือเบี้ยเสี่ยงภัย 2,000-3,000 บาท/เดือน ถือเป็นเศษเงินสำหรับ นักการเมือง ที่อยู่แต่บนหอคอยงาช้าง แต่สำหรับตำรวจที่ต้องใช้ชีวิตเสี่ยงตายตลอด 24 ชั่วโมงในชายแดนใต้นั้น มันคือค่าตอบแทนในการ “ขายชีวิต” ให้เลยทีเดียว และถือเป็นขวัญกำลังใจให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ถ้าแค่เรื่องเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลที่ต้องเสี่ยงตายจากการทำหน้าที่ดับไฟใต้ รัฐบาลยังไม่เข้าใจ แล้วเรื่องของ “มหาดไทยส่วนหน้า” และ “อำเภอนำร่อง” เพื่อการดับไฟใต้ได้อย่างไร เชื่อว่าสุดท้ายแล้วก็จะ “ล้มเหลว” ไม่เป็นท่าอีก โดยเอาประชาชนในชายแดนใต้เป็น “หนูทดลองยา” เหมือนเดิม


