xs
xsm
sm
md
lg

สลด! ชายวัย 39 ปี ปีนรีสอร์ตร้างหวังตัดสายไฟขาย พลาดถูกไฟช็อตร่วงจากชั้น 2 ดับสยอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – พบศพชายวัย 39 ปี เสียชีวิตภายในห้องควบคุมระบบไฟฟ้าของรีสอร์ตร้าง ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา คาดแอบปีนเข้าไปตัดสายไฟหวังนำไปขาย แต่พลาดถูกไฟช็อตพลัดตกจากชั้น 2 ศีรษะกระแทกพื้นเสียชีวิต

วันนี้ (5 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพสำนักขาม เข้าตรวจสอบเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในอาคารรีสอร์ตร้างแห่งหนึ่ง หมู่ 7 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หลังได้รับแจ้งจากผู้ดูแลอาคาร โดยพบร่างชายสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน นอนหงายอยู่บนพื้น มีบาดแผลและเลือดออกบริเวณศีรษะ ตรวจสอบทราบชื่อภายหลังคือ นายสรพิษ เวทนา อายุ 39 ปี มีภูมิลำเนาอยู่หมู่ 6 ต.สำนักขาม อ.สะเดา

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นห้องควบคุมระบบไฟฟ้า พบสายไฟถูกตัดและมีร่องรอยการลักลอบตัดสายไฟบริเวณชั้น 2 เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่า ผู้เสียชีวิตอาจปีนเข้าไปภายในรีสอร์ตเพื่อขโมยสายไฟ ก่อนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนพลัดตกลงมาจากชั้น 2 ศีรษะกระแทกพื้นเสียชีวิต อย่างไรก็ตามยังต้องรอผลการตรวจสอบและชันสูตรเพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริง


ด้าน นายตุ่น ผู้ดูแลอาคารและเป็นผู้พบเหตุการณ์ เล่าว่า ช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. ขณะเข้ามาทำงานและเก็บขยะบริเวณโรงขยะข้างรีสอร์ต พบชายประมาณ 2-3 คน วิ่งออกจากบริเวณดังกล่าวมุ่งหน้าไปทางภูเขา จึงพยายามติดตามแต่ไม่ทัน พบเพียงรถจักรยานยนต์ที่จอดซ่อนอยู่ ก่อนประสานตำรวจเข้าตรวจสอบ กระทั่งพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องไฟฟ้า

นายตุ่น ยังระบุว่า รีสอร์ตแห่งนี้ปิดให้บริการแล้ว โดยคาดว่าผู้ก่อเหตุอาจอาศัยช่องหน้าต่างด้านข้างที่เปิดอยู่ปีนเข้าไป ส่วนพื้นที่โดยรอบมีปัญหาลักลอบตัดสายไฟมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริเวณโรงแรมเอ็มโซโห สายไฟด้านข้างรีสอร์ต รวมถึงพื้นที่ 50 ไร่ ซึ่งสายไฟถูกขโมยไปเป็นจำนวนมาก

พร้อมฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เพิ่มความถี่ในการออกตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงค่ำและกลางคืน เนื่องจากมีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้เพียงขับรถผ่านและส่องไฟตรวจตราก็อาจช่วยป้องปรามคนร้ายได้ ขณะเดียวกันอยากเตือนผู้ที่คิดจะลักขโมยทรัพย์สินว่าไม่ควรเสี่ยงชีวิตกับการกระทำดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในที่เกิดเหตุต่อไป