คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ล่าสุดคือ กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นขว้างไปป์บอมบ์ 2 ลูกใส่ฐานปฏิบัติการ ชคต.บังนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทำให้ อส.ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และเหตุซุ่มยิง อส.ที่ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เสียชีวิต 1 และบาดเจ็บ 1 นาย พร้อมยึดปืนสั้นไปได้ 1 กระบอก
ทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังเข้ารับตำแหน่งของ พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา
ส่วนที่ จ.นราธิวาส แม้จะไม่มีการก่อเหตุ แต่งานการข่าวพบความเคลื่อนไหวกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นในหลายพื้นที่ เป็นการเตรียมปฏิบัติการหาก “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม” ที่เป็นหลักปฏิบัติของฝ่ายบีอาร์เอ็นมาตลอด
จากการลาดตระเวนของทหารพรานทั้งใน จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส พบหลุมที่ถูกขุดไว้ตามไหล่ทางหลายจุดเพื่อเตรียมวางระเบิด แสดงให้เห็นว่า “แนวร่วม” ในพื้นที่ยังต้องการที่จะร่วมก่อการร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นการลาดตระเวนด้วย “การเดินเท้า” ในพื้นที่เป้าหมายจึงยังมีความจำเป็นและควรทำอย่างเข้มข้น
การทำลาย “เครือข่ายในหมู่บ้าน” โดยเฉพาะ “หมู่บ้านจัดตั้ง” ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะการที่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นยังคงก่อเหตุและหลบหนีได้อย่างลอยนวลมาจากความร่วมมือของเครือข่ายที่ถูกจัดตั้งเอาไว้อย่างเป็นระบบและเข้มแข็ง
หากจะกล่าวว่าที่ผ่านมา ทุกแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เคยให้ความสำคัญกับการทำลายเครือข่ายในหมู่บ้านที่บีอาร์เอ็นจัดตั้งไว้ ซึ่งก็ไม่น่าจะผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนาน
ดังนั้น มาตรการ “ปิดล้อม ตรวจค้น” ซึ่งมีทั้ง “จับเป็น” และ “จับตาย” แม้ที่ผ่านมาดูจะประสบความสำเร็จ แต่เครือข่ายในพื้นที่ของบีอาร์เอ็นกลับยังไม่ถูกทำลาย ถึงเวลานี้จึงยังไม่สามารถสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เกิดขึ้นในชายแดนใต้ได้
เช่นเดียวกับ “กระบวนการบ่มเพาะเยาวชน” ในพื้นที่ เพื่อสร้าง “นักรบหน้าขาว” รุ่นใหม่ๆ ของ “อุสต๊าซ” หรือครูสอนศาสนาบางคน พร้อมฝังความคิดว่า “ฆ่าศัตรูแล้วได้บุญ” ยังไม่เคยถูกทำลาย หรือกระทั่งถูกตัดตอนได้สักที ภาพ “ปลุกใจในพิธีแห่ศพ” คนร้ายที่ถูก “วิสามัญฆาตกรรม” ก็ยังเห็นได้อย่างซ้ำซาก
เวลานี้ รัฐบาลที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถ่างขานั่งเก้าอี้นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้สั่งให้ตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการมหาดไทยส่วนหน้า” (มท.สน.) ขึ้นใหม่ ซึ่งก่อนหน้าก็มีการตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ” (ศปอ.) โดยหวังให้ “นายอำเภอ” ตัดสินใจแบบไม่ต้องรอฟังคำสั่งของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รวมทั้งจากส่วนกลางมาแล้ว
สำหรับ ศปอ. มีการเลือก 14 อำเภอนำร่อง ซึ่งจัดอบรมและแบ่งงานให้เพื่อให้มีความชัดเจนกันไปแล้วว่า อำเภอรับผิดชอบงานอะไรบ้าง ที่สำคัญเพื่อมุ่งเน้นให้งานของฝ่ายปกครองต้องไม่ไป “ทับเส้น” กับงานของฝ่ายทหารนั่นเอง
ส่วน มท.สน. อยู่ระหว่างจัดตั้งว่าจะมีรูปแบบใด ใครจะมาเป็นนั่งบังคับบัญชานายอำเภอ หรือจะประสานงานกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อย่างไร เพื่อมิให้เกิด “อำนาจทับซ้อน” เป็นปัญหาและเกิดความขัดแย้งตามมา
กล่าวได้ว่าเหมือนต้องการให้เกิด “บูรณาการ” การทำหน้าที่ของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง แต่โดยข้อเท็จจริงแทบทุกหน่วยงานในชายแดนใต้กลับไม่เคยทำได้ ที่ผ่านๆ มามีแต่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้จาก “ภาพความล้มเหลว” ของมาตรการดับไฟใต้ที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ผู้เขียนขอเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่ “ฝ่ายปกครอง” ควรจะต้องก้าวขึ้นมา “มีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญต่อมาตรการดับไฟใต้” เสียที
หรือกล่าวให้ชัดเจนไปเลยว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องกล้าเปลี่ยน “นโยบาย” จาก “การทหารนำการเมือง” ให้เป็น “การเมืองนำการทหาร” ให้ได้ เพราะมีบทพิสูจน์ชัดมาตลอดบนเส้นทางกว่า 2 ทศวรรษ “ไฟใต้ละลอกใหม่” ซึ่งมีจุดเริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา
ไม่ว่ารัฐบาลทหารหรือจากการเลือกตั้งของประชาชนที่ผ่านๆ มา ต่างไม่เคยสนใจมอบอำนาจให้ “ฝ่ายปกครอง” โดยเฉพาะผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ที่ใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนมากกว่า “ฝ่ายทหาร” และ “ฝ่ายตำรวจ”
ต้องไม่ลืมว่า ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ถือเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่ลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน ถือเป็นผู้ปกครองในพื้นที่ที่เมื่อประชาชนมีเรื่องราวหรือปัญหาอะไรก็ต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันทราบก่อน
หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายได้ดังว่าแล้ว เป็นไปได้ยิ่งที่ “งานการข่าว” จะไม่ล้มเหลวซ้ำซาก ต่อไปการไหลของข้อมูลคงไม่ใช่เฉพาะแค่ภัยแทรกซ้อน อาทิ การตัดไม้ทำลายป่า ปัญหายาเสพติด หรือใครที่ทำอาชีพสีเทา แต่รวมได้ถึงด้านความมั่นคงโดยตรง โดยเฉพาะเครือข่ายบีอาร์เอ็นในหมู่บ้านและตำบล
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง” ทุกระดับต้องพร้อมทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงบูรณาการกับฝ่ายที่มีกองกำลังที่เข้มแข็งคือ ทหาร และ ตำรวจ ที่จะทำหน้าที่ป้องกันเหตุและรับมือฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
ใครที่บอกว่า “ฝ่ายปกครอง” จะไม่ใช่เป้าหมายถูกโจมตี นั่นถือว่ารู้ไม่จริง หรือเป็นการพูดปลอบใจ หรือพูดเข้าข้างตนเองเสียมากกว่า เพราะโดยข้อเท็จจริงเมื่องานการข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนของฝ่ายปกครองที่คลุกคลีอยู่ในชุมชนนั่นแหละย่อมต้องถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างผลกระทบต่อบีอาร์เอ็น
มีคำถามสำคัญคือตลอด 22 ปีไฟใต้ระลอกใหม่ มาตรการดับไฟใต้ของรัฐบาลและกองทัพ รวมถึง สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ทั้งที่ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 600,000 ล้านบาท เป็นไปได้หรือไม่ในวาระก้าวสู่ปีที่ 23 ในต้นปี 2570 เราจะได้เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” กันเสียที
“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ซึ่งก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วถึง “นโยบายดับไฟใต้” ที่ดำเนินมาตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องกล้าตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายเพื่อคืนสันติสุขสู่แผ่นดินปลายด้ามขวาน ถ้าทำได้ก็จะเป็นผลงานโบว์แดงที่โดดเด่น ลบคำครหาต่างๆ นานาได้เป็นอย่างดี


