ยะลา - นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา หรือ “นายกอ๋า” กางแผนรับมือน้ำท่วมยะลา ในระยะสั้นจะเปิดทางน้ำ 2 ฝั่งหลัก พร้อมติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า 72 ชั่วโมง ชงสร้างแก้มลิงยักษ์แก้ปัญหาระยะยาว
เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2569 ที่ห้องประชุมช้างเผือก อาคารอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในเขตเทศบาลนครยะลาและพื้นที่โดยรอบ โดยเน้นการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเปิดทางระบายน้ำ 2 ฝั่งหลัก ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำปัตตานีและฝั่งเขาบูดี–เทือกเขาบือยอ พร้อมขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และฟื้นฟูเส้นทางน้ำธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่สะเตงนอก เพื่อให้น้ำระบายได้รวดเร็วขึ้น ลดปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำหลากเข้าสู่ตัวเมือง
สำหรับมาตรการระยะยาว เทศบาลนครยะลาเสนอให้ประสานความร่วมมือกับเทศบาลเมืองสะเตงนอก เทศบาลตำบลบุดี และพื้นที่ท่าสาปกับยุโป พิจารณาจัดหาพื้นที่สร้าง “แก้มลิงขนาดใหญ่” เพื่อกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงฝนตกหนัก ควบคู่กับการพิจารณาขยายแนวลำน้ำปัตตานีตามความเหมาะสม เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติที่ลดลง จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว
ด้านการเฝ้าระวัง เทศบาลได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดระดับน้ำและปริมาณฝนตามแนวลุ่มน้ำ ทั้งฝั่งแม่น้ำปัตตานีในพื้นที่บันนังสตา กรงปินัง ยะหา และบริเวณสะพานท่าสาปหน้าเรือนจำ รวมถึงติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำฝั่งบูดี โดยนำข้อมูลสถานีตรวจวัดและเรดาร์อุตุนิยมวิทยามาประกอบการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 72 ชั่วโมง หากพบความเสี่ยงจากน้ำหลากเข้าสู่ตัวเมือง จะพยายามแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ผ่านสัญญาณไซเรน Line OA เฟซบุ๊กเทศบาล และระบบ Cell Broadcast ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมขนย้ายสิ่งของและรับมือสถานการณ์ได้ทัน
ขณะเดียวกัน เทศบาลได้จัดทำแผนที่พิกัดกลุ่มเปราะบาง โดยให้ความสำคัญกับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ พร้อมเตรียมอาคารพระเศวตสุรคชาธารเป็นศูนย์พักพิงเฉพาะกลุ่ม ส่วนประชาชนทั่วไปเตรียมศูนย์พักพิงตามโรงเรียนเทศบาล และประสาน ศอ.บต. เพื่อใช้ประโยชน์จากอาคารชางลีและจุดจอดรถเป็นพื้นที่รองรับตามความเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนติดตามข้อมูลระดับน้ำและสภาพอากาศด้วยตนเอง นายพงษ์ศักดิ์ย้ำว่า การรับมืออุทกภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุฉุกเฉินสามารถโทรสายด่วน 199 ได้ตลอด 24 ชั่วโม


