ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “แม่ทัพคิ้ว”เปิดแผนเสริมสร้างสันติสุขชายแดนใต้ 2570 ตั้งธง 6 นโยบายหลัก ชู อำเภอเข้มแข็ง- สร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างภูมิคุ้มกัน ให้เยาวชน คิดเป็น แยกแยะเป็น ไม่ถูกชักนำ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่พัฒนา ชายแดนมั่นคง ลั่นขอใช้ประสบการณ์ 20 กว่าปีแก้ปัญหา ยังคงใช้ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลัก “ปปส.” ป้องกันปราบปรามการก่อความไม่สงบของ ร.9
วานนี้ (20 ต.ค.) พลโท ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) เป็นประธานในการประชุมแถลงแผนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2570 ร่วมหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และประสานการปฏิบัติ โดยเฉพาะประเด็นปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถนำแนวทางและนโยบายไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย
โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้แทนจากศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผอ.รมน.จังหวัด ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
พลโท ชาคริต กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการประชุมแผนขับเคลื่อนการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปี 2570 ซึ่งเป็นการชี้แจงแผนการขับเคลื่อนงาน และมอบนโยบายในการปฏิบัติงานให้หน่วยมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ เป้าหมาย กรอกการปฏิบัติ และแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นำผลปฏิบัติงานและบทเรียนจากปีที่ผ่านมา มาทบทวน ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
การปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2570 นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหัวใจของการปฏิบัติงาน โดยถือ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสันติสุขคือเป้าหมาย” ใช้การเมืองนำการทหาร มุ่งเน้นการเอาชนะใจประชาชน เสริมสร้างความปลอดภัยแบบมีส่วนร่วม ควบคู่กับความไว้วางใจ นำการพัฒนาและความยุติธรรมมาลดเงื่อนไขความขัดแย้ง
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความท้าทายจากหลายปัจจัย และยังคงมีความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างเงื่อนไขทางการเมือง และการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงจำเป็นต้องบูรณาการด้านความมั่นคง และการพัฒนาให้สอดคล้องกันตามวิสัยทัศน์ ประชาชนปลอดภัย สังคมเข้าใจกัน รัฐเป็นที่เชื่อมั่น ความรุนแรงหมดไป จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสันติสุขอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา“
ทั้งนี้ ได้กำหนดนโยบายสำคัญ 6 ด้าน คือ 1.ประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างสังคมที่ปฏิเสธความรุนแรง ยกระดับความสัมพันธ์กับประชาชนทุกเชื้อ ศาสนา และสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม 2.อำเภอเข้มแข็ง ปัญหาต้องจบที่พื้นที่ โดยยกระดับศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเป็นกลไกหลักในการบูรณาการงาน 3.ทุกชีวิตมีคุณค่า ทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย ปรับระบบการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สู่ความปลอดภัยแบบมีส่วนร่วม
4.เยาวชนคืออนาคต สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่สร้างความหวาดระแวง ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนอย่างครอบคลุม พัฒนาทักษะการคิด ส่งเสริมให้เป็นพลังสร้างสันติสุข คิดเป็น แยกแยะเป็น ไม่ถูกชักนำ 5.ความมั่นคงต้องเดินหน้าคู่การพัฒนา บูรณาการพัฒนาทุกมิติ ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตรงความต้องการของพี่น้องประชาชน และ 6.พื้นที่ชายแดนมั่นคง-เชื่อมโยงเพื่อนบ้านอย่างสร้างสรรค์ จัดการบริหารชายแดนในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง และการสร้างความสัมพันธ์ โดยใช้กลไกการทำงานให้เป็นระบบ บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและสันติวิธี
พลโท ชาคริต ยังได้เน้นย้ำให้ทุกส่วน ปรับแนวทางและวิธีการทำงานให้สอดคล้อง ซึ่งแนวทางการปฏิบัติงานดังกล่าวได้รวบรวมขึ้นจากประสบการณ์ การพูดคุยแลกเปลี่ยน และการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา และ การน้อมนำหลักปรัชญาและยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ปปส.) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์ และหลักนิยามสากลที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาวิกฤตของชาติได้จริง โดยต้องเข้าใจก่อนการปฏิบัติ ด้วยการทำความเข้าใจพื้นที่ให้ครอบคลุม ทั้งประชาชน พื้นที่ และสาเหตุปัญหา เข้าถึง
ก่อนแก้ไข ด้วยการเข้าถึงประชาชน ด้วยความจริงใจ สร้างความไว้วางใจ เปิดพื้นที่รับฟัง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม พัฒนา เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นที่พึ่งของตนเอง ใช้กฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมและความชอบธรรม บนพื้นฐานของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ บูรณาการแผนงานเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีเอกภาพ ทำงานเชิงรุก ลดความซับซ้อน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำไปสู่นโยบายการปฏิบัติที่ชัดเจนและมีความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังต้องติดตามความก้าวหน้าของภารกิจ และแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้กระบวนการทำงานสามารถสนับสนุนและขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมีเอกภาพ


