ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่คลองระบายน้ำ ร.1 หาดใหญ่ ติดตามการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย ขณะที่ชลประทานเดินหน้าขุดลอกคูคลองเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ คาดแล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน
วันนี้ (6 ต.ค.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่คลองระบายน้ำ ร.1 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 โดยมี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย นายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา / นายสิทธิพร เพชรศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามความห่วงใยของรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับสถานการณ์และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยรัฐบาลได้หารือแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก พร้อมเตรียมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัย เพื่อบูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือจากกระทรวงกลาโหม รวมถึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นายสิทธิพร เพชรศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสงขลายังไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองหาดใหญ่ โดยระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ดำเนินการขุดลอกคูคลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ ปัจจุบันมีความคืบหน้ามากกว่า 70% และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ
โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่มีศักยภาพในการระบายน้ำรวมประมาณ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคลองระบายน้ำ ร.1 สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ยังมีคลองอู่ตะเภา รวมถึงคลอง ร.3 ร.4 และ ร.5 ร่วมทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากพื้นที่
อย่างไรก็ตาม หากปริมาณน้ำเกินกว่า 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจเกิดน้ำล้นตลิ่งในบางจุด ทั้งนี้ ความรุนแรงของสถานการณ์จะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและจังหวะการไหลของน้ำ หากน้ำจากแต่ละพื้นที่ไหลเข้ามาไม่พร้อมกัน ระบบยังสามารถรองรับและระบายผ่านตัวเมืองได้โดยไม่เกิดผลกระทบรุนแรง
ทั้งนี้ หากประเมินแล้วว่าปริมาณน้ำมีแนวโน้มเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยการประเมินจะพิจารณาร่วมกับสภาพฝนและสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลานั้นอย่างใกล้ชิด


