xs
xsm
sm
md
lg

อย่าให้ “นายอำเภอ” เป็นพระเอกใหม่ในแสงไฟจากปลายกระบอกปืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก

สัปดาห์ที่ผ่านมา ไฟใต้ยังคงโชนแสงเป็นปกติ เพราะยังไม่เห็นเงื่อนไขให้ขบวนการบีอาร์เอ็นสั่งกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่หยุดก่อการ ขณะที่แกนนำก็ออกมาประกาศปัก “ธงเอกราช” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถมมีแนวโน้มไม่ร่วม “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ที่อาจจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้ด้วย

บีอาร์เอ็นยังคงใช้การสร้างสถานการณ์ด้วยการก่อเหตุร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายเหมือนเดิม แต่เวลานี้กลับมีการเว้น “เป้าหมายอ่อนแอ” ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์กรเอ็นจีโอชาติตะวันตก ที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้คำแนะนำไว้

ดังนั้น จึงมีข่าวให้ได้เห็นการก่อเหตุเล็กบ้าง เหตุใหญ่บ้าง ตามจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม” ที่หนักมากก็คือ ลอบวางระเบิดรถ 6 ล้อขน อส.สุคิริน จ.นราธิวาส ทำให้มี อส.เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บ 16 ราย

อีกทั้งมีการก่อเหตุตระเวนสอยกล้องวงจรปิด แล้วนำไปกองเผาทำลายบนถนนบริเวณสามแยกแห่งหนึ่งที่ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี และก่อเหตุเผาเครื่องจักรกลของบริษัท ชินวรก่อสร้าง เผายางรถยนต์ วางระเบิดปลอมและโปรยตะปูเรือใบก่อนหลบหนีที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

แน่นอนปฏิบัติการอย่างแรกเป็นฝีมือ “กองกำลังติดอาวุธ” ที่เชี่ยวชาญ ส่วนอย่างหลังเป็นฝีมือ “นักรบหน้าขาว” ที่เพิ่งผ่านการฝึกก่อการร้ายในเบื้องต้นมา เหมือนต้องการส่งสัญญาณว่า ปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่รัฐได้ แล้วเปิดโอกาสให้แนวร่วมในพื้นที่มีเสรีภาพเพียงพอในการลงมือปฏิบัติการ

น่าสังเกตคือ มีการก่อเหตุครบใน 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ขณะที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลาคือ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย กลับไม่มีการก่อเหตุมานานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อีกทั้งก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า “เป็นฝีมือของหน่วยงานความมั่นคง” ในพื้นที่
ในทางกลับกันเป็นไปได้หรือไม่ที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา และรวมถึง อ.สะเดา ด้วยเป็น “แหล่งพักพิง” ให้แก่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น เพราะมีข่าวว่าระยะหลังเวลาก่อเหตุแล้วก็ไม่ได้หลบหนีข้ามกลับไปยังมาเลเซียเสียทั้งหมด แต่อาศัยหลบซ่อนอยู่ตามแนวชายแดนต่างๆ

มีเรื่องให้จับตาเป็นพิเศษคือ ในปีงบประมาณ 2570 “รัฐบาล” และ “กองทัพ” เห็นพ้องต้องกันให้ปรับนโยบายดับไฟใต้ ฟื้น “มหาดไทยส่วนหน้า” และโดยเฉพาะตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ(ศปอ.)” เพื่อให้ฝ่ายปกครองตัดสินใจแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ต้องรอคำสั่งจาก “ส่วนกลาง” หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

ดังนั้น จึงต้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไปว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ “ศปอ.” หรือ “นายอำเภอ” ตัดสินใจได้เลย ซึ่งก็ต้องมีการจัดสรรอำนาจให้ชัดเจน และต้องไม่นำมาซึ่ง “ความขัดแย้ง” โดยเฉพาะกับการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายทหารในพื้นที่
โดยข้อเท็จจริง “ศปอ.” มีอยู่ใน “โครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับให้ “ผบ.ฉก.” ที่คุมโดย “นายทหาร” ใช้อำนาจตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องการปิดล้อม ตรวจค้นและอื่นๆ โดยให้มีเพียง “ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง” เข้าร่วมด้วย

ขณะที่ “ชุดป้องกันตำบล” (ชคต.) และ “กองกำลัง อส.” ของฝ่ายปกครองที่ได้รับมอบภารกิจรักษาความปลอดภัยตำบล โดยเฉพาะครู ที่ผ่านมา กลับยัง “ไม่มีขีดความสามารถ” เพียงพอ สิ่งนี้ยืนยันได้จากบีอาร์เอ็นยัง “บ่มเพาะ” หรือทำ “งานมวลชน” มิพักพูดถึงการก่อเหตุป่วนต่างๆ ได้อย่างสะดวกดาย

อย่างเก่งที่สุดของ “ชคต.” ก็คือ การรักษาชีวิตกำลังพลให้ได้ทั้งช่วงปฏิบัติหน้าที่ นอกประจำการและลาพัก การรักษาฐานให้ปลอดภัยจากถูกโจมตี รวมถึงขณะออกลาดตระเวนคุ้มครองครู หากทำได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่ที่ผ่านๆ มามักมีข่าวว่าไม่เป็นเช่นนั้น

สำหรับ “บทบาท ศปอ.” ที่เชื่อว่าจะช่วยทำให้ไฟใต้อ่อนแรงลงเป็นอย่างไร เน้นบท “บุ๋น” เช่น งานมวลชนและการข่าว เพื่อแก้ปัญหาการบ่มเพาะ บิดเบือนหลักศาสนา อย่างพิธีแห่ศพคนร้ายที่ถูกวิสามัญฯ หรือให้ต้อง “บู๊” ลุยปราบด้วย แล้วถึงขั้นสั่งการแทน “ผบ.ฉก.” ในพื้นที่ด้วยหรือไม่

คำถามคือแท้จริง “ฝ่ายปกครอง” มีขีดความสามารถเพียงพอหรือไม่ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแค่ไหน ถ้าไม่พร้อมทั้ง “นายอำเภอ” ที่ทำหน้าที่หัวหน้า ไล่ลงมาจนถึง “กำลังพล” คือกองกำลัง อส. นั่นจะมาซึ่งการเสียงานมวลชน งานการข่าว และโดยเฉพาะความสูญเสียในชีวิตหรือไม่

ที่สำคัญหากมีการมอบหมายให้ “ฝ่ายปกครอง” ต้องออกไป “สัประยุทธ์” กับกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้ “ปลายกระบอกปืน” หันเหเป้าหมายจาก “ฝ่ายทหาร” ที่สู้รบกันมานานมาสู่ “ฝ่ายปกครอง” ด้วยหรือไม่
เหล่านี้คือคำถามที่ส่งเสียงมาด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2570 ที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายดับไฟใต้เสียใหม่ อย่างไรก็ตามถ้า “ฝ่ายปกครอง” มั่นใจว่ามีความพร้อมแล้วทุกด้านก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าประเมินแล้วยังไม่ความพร้อมก็ขอให้ระวังไว้ให้จงหนัก

เนื่องเพราะ “ที่ว่าการอำเภอ” และ “ฐานปฏิบัติการ ชคต.” ต้องมีความพร้อมและถูกเสริมสร้างให้แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อได้เลยว่ากองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นมีการเตรียมรับไว้แล้ว ที่ผ่านมาก็มีปฏิบัติการ “ชิมลาง” เพื่อทดสอบในประเด็นนี้ให้เห็นแล้วมิใช่หรือ

ต้องไม่ลืมว่าบีอาร์เอ็นก็ให้ความสำคัญกับหน่วยงานที่เล่นบทเป็น “ศัตรู” มาโดยตลอดด้วยแผน “ลิดรอน” แล้ว “ทำลาย” เพื่อมิให้มีความเข้มแข็งจนแย่งชิงมวลชนไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นยิ่งที่ “ฝ่ายปกครอง” ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเกิดขึ้นของ “ศปอ.” ตั้งแต่บัดนี้ด้วยการ “ล้อมคอก ก่อนวัวหาย”

ที่นำเสนอมาข้างต้นหาใช่ต้องการสร้าง “คลื่นใต้น้ำ” หรือ “ติเรือทั้งโกลน” เพียงแต่หวังว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายดับไฟใต้ครั้งใหม่จะไม่ใช่เป็นการทำให้ “ฝ่ายปกครอง” กลายเป็น “หนูทดลองยา” เหมือนกับที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับบทบาทนี้ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 22 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่