ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เหยื่อปาบึ้มบ้านโวย ตร.ตรังออกแถลงการณ์เหตุระเบิดถี่ยิบมาจากยาเสพติด ชี้ทำให้เสียหาย จี้แก้ไขด่วน ตำรวจเผยผู้บงการอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ประสานอินเตอร์โพล่าตัว หน่วยมั่นคงชี้อาจเข้าข่ายก่อการร้าย จี้ขยายผลสอบเส้นเงิน คนสั่งการ จัดหา เครือข่ายลงมือ
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง รับแจ้งเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่บ้านพักข้าราชการ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนบ้านทอนพลา พื้นที่หมู่ 7 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เมื่อเวลา 02.55 น. ของวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวบ้านได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะกระจกประตูและหน้าต่างแตก รวมถึงโคมไฟได้รับความเสียหาย จากแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิด
จากนั้นผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปยัง พล.ต.ต.ภาสกร ภักดีวานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีก่อเหตุปาระเบิดในพื้นที่จ.ตรังไปแล้วเกือบ 20 ลูกภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ในหลายกรณี และมีแนวโน้มคนร้ายก่อเหตุถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยพล.ต.ต.ภาสกร ชี้แจงทางโทรศัพท์เพียงสั้นๆว่า “เราทำงานตลอด ตำรวจยังไม่ได้นอนกันเลย จาก 20 เคส เราจับคนร้ายได้ถึง 18 ราย และได้ประชุมกับนายทรงกลด ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังแล้ว จะมีการยกระดับมากขึ้น แต่รายละเอียดให้ถามกับทางผู้ว่าฯ” และเมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปสอบถามถึงมาตรการป้องปรามและปราบปราบวัตถุระเบิดในพื้นที่กับทางผู้ว่าฯ ที่ห้องทำงานบนศาลากลาง จ.ตรัง ก็ได้รับคำชี้แจงสั้นๆว่า จะมีการยกระดับ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ทำให้ขณะนี้ประชาชนชาว จ.ตรังอยู่ในภาวะวิตกกังวลในเรื่องชีวิตความปลอดภัย เนื่องจากได้เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดในพื้นที่จังหวัดตรังเฉพาะในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียวรวมถึง 4 เหตุการณ์ รวมระเบิดสังหารบุคคลที่ใช้ในการก่อเหตุถึง 6 ลูก โดยเมื่อกลางดึกของวันที่ 5 สิงหาคม ย่างเข้าสู่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 มีคนร้ายขว้างระเบิด 2 ลูก ใส่บ้านเรือนไทยของนายจำนงค์ นาวาแก้ว หรือ กำนันนงค์ อดีตกำนันผู้กว้างขวาง พื้นที่ต.บ้านควน อ.เมืองตรัง และในคืนเดียวกันคนร้ายรายเดิมยังได้ปาระเบิดอีก 2 ลูก เข้าไปยังสนามชนโคพื้นที่ต.นาบินหลา อ.เมืองตรัง จน รปภ.ของสนามชนโคได้ออกไล่ล่าติดตามกระทั่งจวนตัว คนร้ายได้ชักอาวุธปืนยิงต่อสู้ ทำให้ รปภ.สนามชนโคชักปืนยิงป้องกันตัว จนคนร้ายเสียชีวิตในป่าสวนยางริมถนน รวมระเบิดสังหารบุคคลชนิดถอดสลักขว้างที่คนร้ายใช้ คืนเดียวถึง 4 ลูก
ต่อมาคืนวันที่ 18 สิงหาคม คนร้ายขว้างระเบิดเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งภายในเขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง บ้านของนายเอกชัย (สงวนนามสกุล) ภายในซอยคานเคนอุทิศจนบ้านได้รับความเสียหาย รถยนต์ของเพื่อนบ้านจำนวน 4 คันถูกสะเก็ดระเบิดและรถจักรยานยนต์ 2 คันของนายเอกชัยได้รับความเสียหาย ต่อมาเมื่อคืนวันที่ 25สิงหาคม คนร้ายได้ปาระเบิดใส่บ้านของนายธนวัฒน์ (สงวนนามสกุล) ในพื้นที่ ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จังหวัดตรัง ทำให้รถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย กันชนและล้อหน้าทั้ง 2 ล้อพังยับ
ทั้งนี้สำหรับแนวทางการสืบสวนสอบสวน ด้านการข่าวระบุ มีขบวนการอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้จัดส่งระเบิดมือสังหารบุคคลมายังพื้นที่ จ.ตรัง แบบไม่จำกัด โดยทยอยลำเลียงเข้าพื้นที่มาเรื่อยๆ โดยมีทั้งจัดส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อใช้ในงานติดตามทวงหนี้ค่ายาเสพติด รวมทั้งการสร้างสถานการณ์เพื่อระบายแค้นของผู้บงการ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านชายแดนติดกับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อยที่ผลิตและลำเลียงยาบ้าข้ามพรมแดนเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย โดยระเบิดจำนวนดังกล่าวได้ถูกใช้งานไปแล้วในขณะนี้รวมแล้ว 13 ลูกภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
ทั้งนี้ สำหรับจ.ตรังเคยเป็นจังหวัดที่สงบในสายตาของคนทั่วไป กระทั่งเกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดถี่มากในช่วงนี้ ซึ่งแม้ทางผู้บังคับการตำรวจภ.จว.ตรังจะยันยันว่าตามจับกุมคนร้ายได้จำนวนมาก แต่ในแง่มาตรการเชิงรุก การระวังป้องกัน การข่าว การปูพรมเอ็กเรย์ กลับไม่สามารถสกัดการลำเลียงระเบิดสงครามยุทธภัณฑ์ร้ายแรงเข้ามาในพื้นที่ได้และไม่สามารถสกัดยับยั้งก่อนการก่อเหตุได้เลย ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
คืบหน้าล่าสุด เพจ “ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง” ได้เผยแพร่โพสต์ชี้แจงกรณีการก่อเหตุปาระเบิดถี่ยิบในพื้นที่ จ.ตรัง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้แล้ว 6 จาก 7 คดี พร้อมยืนยันว่าสาเหตุมาจากปมขัดแย้งส่วนบุคคล ไม่ใช่การก่อร้ายทั่วไป ตามที่มีข่าวเหตุขว้างระเบิดในพื้นที่ จ.ตรัง ช่วงเดือน ส.ค.- ก.ย. 2569 ตำรวจภูธรจ.ตรัง ขอเรียน ชี้แจงความคืบหน้าเพื่อความอุ่นใจของพี่น้องประชาชน ดังนี้: 1. ผลการจับกุม (รวดเร็ว-ตรงจุด) : เกิดเหตุรวม 7 คดี ขณะนี้จับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 6 คดี (เหลือเพียง 1 คดีในพื้นที่ สภ.ย่านตาขาว อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว)
“ทั้งนี้ เป็นเรื่องขัดแย้งส่วนบุคคล ผู้บงการเป็นรายเดียวกัน มีหมายจับยาเสพติดและคดีรุนแรง หลบหนีอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้ได้ประสาน ตำรวจสากล (Interpol) เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีแล้ว และเน้นย้ำว่า เป้าหมายก่อเหตเฉพาะกับบุคคลที่มีความขัดแย้งกัน มิใช่การก่อเหตุร้ายต่อประชาชน” เพจตำรวจภูธรจ.ตรังชี้แจง
ตำรวจภูธรจ.ตรัง ระบุอีกว่า 2. มาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชน ได้มีการเพิ่มสายตรวจ คุมเข้ม จัดชุดตรวจเคลื่อนที่และจุดตรวจประจำในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชม. ปิดล้อมตรวจค้นแหล่งมั่วสุมอาวุธอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับฝ่ายปกครอง ยกระดับเทคโนโลยีเร่งติดตั้งกล้อง CCTVS และระบบตรวจจับใบหน้า (Face Recognition) เพิ่มเติม ทั้งนี้ตำรวจภูธรจ.ตรัง พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ หากพบสิ่งผิดปกติ บุคคล หรือยานพาหนะต้องสงสัย แจ้งได้ทันทีที่ สายด่วน 191ตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ตำรวจภูธรจังหวัดตรังโพสต์ชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปไม่นาน เจ้าของบ้านที่ถูกคนร้ายปาระเบิดถล่ม ในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านทอนพลา ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ในฐานะผู้เสียหาย (ไม่ขอเปิดเผยชื่อและใบหน้า) ได้ติดต่อขอชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ที่บ้านพักอาศัยอยู่ 2 คน โดยมีอาชีพทำการเกษตรและขายปุ๋ยคอก ประกอบอาชีพสุจริตไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ายาเสพติด หรือไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด หรือไปรู้จักกับคนกลุ่มนี้แต่อย่างใด
“ดังนั้น การที่ตำรวจภูธรจังหวัดตรังชี้แจงออกมาในลักษณะเหมารวมว่า เป็นเหตุขัดแย้งส่วนตัวนั้น อาจจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และอาจทำให้ประชาชนที่ติดตามข่าว อ่านข่าวในเพจ Facebook หรือในสังคมออนไลน์และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ เข้าใจผิดได้ว่าบ้านหลังที่ถูกปาระเบิดนั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะบ่อยครั้งบ้านที่ถูกขว้างปาระเบิดนั้นจะถูกทวงหนี้จากแก๊งขายยาเสพติด หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตนในฐานะผู้เสียหาย อยากให้ตำรวจภูธรจ.ตรังชี้แจงหรือปรับเปลี่ยนข้อความเสียใหม่ เพราะประชาชนทั่วไปอาจจะเข้าใจผิดได้ว่า บ้านที่ถูกระเบิดนั้นขัดแย้งส่วนตัว ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด” เจ้าของบ้านที่โดยคนร้ายปาระเบิดถล่มระบุ
รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงกองทัพภาคที่ 4 แจ้งว่า กรณีที่เหตุคนร้ายปาระเบิดสังหารถี่ยิบในพื้นที่จ.ตรังเพียงระยะเวลา 2 เดือน ปาไปแล้วกว่า 13 ลูกนั้น ฝ่ายตำรวจภูธรจ.ตรังได้ออกมายอมรับในแถลงการณ์ว่า ผู้บงการเป็นรายเดียวกันและสั่งการมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยทางการข่าวพบว่า มีการส่งระเบิดสังหารข้ามชายแดนมาก่อเหตุในประเทศไทย รวมทั้งมีการส่งอาวุธสงครามข้ามพื้นที่ลักลอบเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่จ.ตรัง หลายครั้งแบบไม่จำกัด โดยใช้วัยรุ่นติดยาเสพติดในพื้นที่เป็นผู้ก่อเหตุ และส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ค้างค่ายาเสพติด ซึ่งไม่ต่างกับกองกำลัง เพราะมีจำนวนมากและไม่รู้ใครเป็นใคร
ขบวนการดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นคดีความมั่นคง หรือไม่ แต่ต้องพิสูจน์องค์ประกอบของความผิดก่อการร้ายด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 กำหนดกรอบไว้ค่อนข้างชัดว่า การกระทำรุนแรงจะเป็น “ก่อการร้าย” เมื่อมีเจตนาพิเศษ เช่น สร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน หรือ ขู่เข็ญ/บังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
หากข้อเท็จจริงของเหตุระเบิด 13 ครั้งในจ.ตรัง พบว่าเป็นปฏิบัติการต่อเนื่อง มีผู้สั่งการ มีการจัดหาอาวุธ มีการจ่ายเงิน มีการเลือกเป้าหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนหวาดกลัวหรือสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ ก็มีประเด็นทางกฎหมายที่จะต้องตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเข้าองค์ประกอบ มาตรา 135/1 หรือไม่ นอกจากนี้ยังเคยมีแนวคำพิพากษาที่แยกความผิดก่อการร้ายออกจากความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่/ซ่องโจร และการลงมือใช้ระเบิดหรือพยายามฆ่า โดยศาลพิจารณาองค์ประกอบและเจตนาของแต่ละความผิดแยกกัน
ดังนั้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายควรพิสูจน์และขยายไปถึง ใครสั่งการ ใครจ่ายเงิน เงินมาจากไหน ใครจัดหาระเบิด ใครจัดหาเป้าหมาย ใครติดต่อผู้ก่อเหตุ มีเครือข่ายกี่คน มีการก่อเหตุเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพราะส่วนนี้จะเป็นตัวเชื่อมจาก คดีอาญารายเหตุ ไปสู่ คดีเครือข่ายและคดีความมั่นคง ด้วยหรือไม่


