ระนอง - DSI ผนึกกำลังหลายหน่วย เปิดปฏิบัติการ “ภาคีพิฆาต” ขยายผลเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติทางทะเล “โกขาว” ตาม อายัดทรัพย์ได้กว่า 77 ล้าน
วันนี้ (1 ต.ค.69) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ทัพเรือภาค3 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 และฝ่ายปกครองจังหวัดระนอง สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการ “ภาคีพิฆาต” ตัดวงจรยาเสพติดข้ามชาติ เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุดในพื้นที่จังหวัดระนอง ขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 77 ล้านบาท
สำหรับปฏิบัติการดังกล่าว สืบเนื่องจาก DSI กองคดียาเสพติด ร่วมกับ ป.ป.ส. และกองทัพเรือ ได้จับกุม ยาไอซ์จำนวน 2.4 ตัน มูลค่าการส่งออกประมาณ 3,000 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องหา 8 ราย ก่อนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนเป็น คดีพิเศษที่ 108/2568 โดยพบข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเข้าข่ายลักษณะเป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม จึงมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง คือเครือข่าย “โกขาว” ทำธุรกิจผ่านนอมินีในจังหวัดระนอง พร้อมตามยึดทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินของเครือข่าย
จากนั้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 5 จุดในพื้นที่จังหวัดระนอง สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สิน ได้แก่ เรือประมง 16 ลำ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์และรถจักรยานยนต์ประมาณ 30 คัน และบัญชีธนาคารกว่า 50 บัญชี รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 77 ล้านบาท
หลังทำการจับกุมเสร็จสิ้น นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม, พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง, ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายวิทวัส สุคันธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด พร้อมผู้แทนจาก ทัพเรือภาค 3 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 และฝ่ายปกครอง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายระดับสั่งการและนายทุน รวมถึงดำเนินการออกหมายจับและใช้มาตรการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย
ด้าน ร.ต.อ. วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า DSI เตรียมยกระดับการแลกเปลี่ยนข่าวกรองทางทะเล รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ เพื่อปิดช่องทางการขนส่งยาเสพติดทางทะเล และติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเบื้องหลังขบวนการลักลอบขนยาเสพติดระหว่างประเทศ การดำเนินการครั้งนี้จึงมุ่งเน้นทั้ง “จับคน – ยึดทรัพย์ – ตัดเส้นทางการเงิน – ปิดช่องทางลำเลียง” เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และนำผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า ที่มาของเครือข่ายโกขาว หรือ นายซอรัส ชาวเมียนมา ทำมาตั้งแต่ปี 2565 ทาง ปปส.ได้ทำแผนร่วมกันกับทางฝั่งเมียนมา ทราบว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน เริ่มจากการจัดหายาเสพติดจากแหล่งผลิต ทีมลำเลียงขนส่งที่จะต้องผ่านน่านน้ำไทยไปยังประเทศที่ 3 ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก ทำตั้งแต่สิงหาคม 2565 -2569 และมีหลายกรณีที่สามารถจับกุมเครือข่ายนี้ได้ในต่างประเทศ ทั้งในฝั่งเมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมทั้งในมาเลเซีย ซึ่งการสอบสวนจาก DSI เราสามารถเอาผิดเครือข่ายนี้ได้ เจ้าหน้าที่ทำงานบนความท้าทาย โกขาว ไม่ใช่คนไทย หน้าฉากทำเป็น คนโลว์โปรไฟล์
และ 5 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเอาผิดได้ การข่าวในประเทศไม่สามารถเอาผิดได้เพราะยาไม่ได้ผลิตในเมืองไทย แต่เราสามารถเชื่อมโยงได้ทั้งต้นทาง และปลายทางที่ถูกจับกุม เรากลางทางจึงสามารถเชื่อต่อได้เป็นการกระทำขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีการอำพรางพฤติกรรมตัวเอง ทั้งที่เป็นผู้สั่งการจากไทยไปยังเมียนมา เพื่อรับยาจากต้นทางไปยังประเทศที่ 3 ทำตัวเป็นคนติดหนี้ ซื้อของทุกอย่างในลักษณะเช่าซื้อ แต่แท้จริงเป็นคนวางแผนบงการ และยังเอาผิดไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับโกขาว และเชื่อแน่ว่าเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในภูมิภาคที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องในบิ๊กลอตที่เคยถูกจับกุม นี่ยังไม่นับรวมกับที่ไปเจอยาไอซ์ที่ลอยอยู่ในทะเลเวียดนามตอนเรือล่ม โดยลูกเรือประมงชี้ชัดว่า โกขาวเป็นคนสั่งการ
ทั้งนี้ ทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดและอายัดทั้งหมด อยู่ระหว่างการตรวจสอบและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป


