กระบี่ –ชาวบ้านสงสัยสัย ทำไม? ร้านอาหารโคเชอร์ ซึ่งเคยถูกสั่งปิด จากกรณีชาวอิสราเอลใช้คนไทยเป็นนอมินี ล่าสุดพบกลับมาเปิดอีกครั้ง ในชื่อ บริษัทใหม่ จดทะเบียนโดยคนไทย แต่มีชาวยิวเข้าออกมากทุกศุกร์ - เสาร์ หวั่นใช้ทำกิจกรรมทางศาสนา
รายงานข่าวจากจังหวัดกระบี่แจ้งว่า ร้านอาหาร โคเชอร์ แห่งหนึ่งในพื้นที่อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ กำลังถูกจับตามอง หลังมีข้อมูลร้องเรียนว่า กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในอาคารเดียวกับเคยถูกตำรวจบุกจับเมื่อ พ.ย. 2568 จากกรณีพบชาวอิสราเอลเกี่ยวข้องกับกิจการและใช้คนไทยถือหุ้นแทน ก่อนศาลมีคำสั่งให้เลิกกิจการและเจ้าของชาวอิสราเอลถูกเนรเทศ โดยชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าในร้านอาหารดังกล่าวจำนวนมาก ในช่วงวันศุกร์-เสาร์
ขณะที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมารับลูกและสั่งให้มีการตรวจสอบทันที กรณีที่คนกระบี่เริ่มมีความกังวลใจว่าจะมีการตั้งเป็นชาบัดถาวร เหมือนกับอีกหลายๆแห่งในเมืองท่องเที่ยวนั้น โดยระบุว่า ถ้าประชาชนกังวลใจตนก็กังวลใจเช่นเดียวกันซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะต้องหาข้อมูลและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ ว่าสิ่งที่กำลังทำคืออะไร ถ้าทางจังหวัดไม่สามารถทำได้เดี๋ยวตนลงไปทำเอง และดูเนื้อหาต่างๆเองว่าคืออะไร และจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาข้อเท็จจริงมากที่สุด เพื่อจะได้สบายใจที่สุดส่วนกรณีภัตตาคารโคเชอร์ที่กระบี่ กลับมาเปิดบริการ หลังศาลสั่งปิดกิจการไปปิดแค่ 20วัน จะมีลักษณะเป็นนอมินีหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ก็ถือว่าไม่ปกติ จึงต้องตรวจสอบ และส่วนตัววางแผนที่จะไปตรวจสอบทุกที่
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของชาวบ้านพบว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น จำนวน 3 คูหา ตั้งอยู่ห่างจากมัสยิด อ่าวนางประมาณ 300 เมตร โดยหน้าร้านมีการ เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อใหม่ และไม่พบสัญลักษณ์ภาษาฮีบรูหรือป้ายที่ระบุชัดว่าเป็นศาสนสถาน โดยชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ทุกวันศุกร์และเสาร์จะมีชาวยิว เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางส่วนรับประทานอาหารและทำกิจกรรมภายในอาคาร จนเกิดข้อสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวอาจมีการใช้พื้นที่เพื่อประกอบศาสนกิจด้วยหรือไม่เพราะมีการเข้าออกในวันดังกล่าวจำนวนมากแบบผิดสังเกตุ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบให้ชัดเจนว่าข้างในร้านอาหารดังกล่าวมีการแฝงใช้สถานที่ในการประกอบพิธีทางศาสนาหรือไม่ รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ยังมีข้อสงสัย ในส่วนของการกลับมาเปิดใหม่ ทั้งๆที่ก่อนหน้าหน้านี้ร้านดังกล่าวเคยถูกสั่งเลิกกิจการไปแล้ว
ซึ่งจะต้องย้อนไปยังคดีเดิม ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเข้าจับกุมดำเนินคดีกับชาวอิสราเอลที่อ้างตัวเป็น “แรบไบ” ในข้อหาใช้คนไทยเป็นนอมินีในการจัดทะเบียนจัดทั้งบริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ให้ข้อมูล ว่า หลังสืบทราบชัดว่า ร้านอาหารโคเชอร์ มีเจ้าของเป็นชาวอิสราเอล แต่ใช้คนไทย 2 คนเป็นบัญชีม้า เป็นนอมินิ จากการสืบสวนตำรวจมั่นใจว่าคนไทยไม่ใช่เจ้าของตัวจริง เพราะคนไทยสองคนนั้นไม่ได้มีศักยภาพที่จะเป็นเจ้าของตัวจริงได้เลย จึงรวบรวมหลักฐานแล้วเข้าไปจับกุมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
โดยชาวอิสราเอลที่ถูกจับกุม เขาโฆษณาตัวเองว่าเป็นแรบไบ และจากการตรวจสอบในขณะนี้น พบว่า ในร้านอาหารมีโบสถ์ยิว หรือ ภาษาเขาเรียกว่า “ซินนากอก" (Synagogue) คล้ายชาบัด แต่ก็ไม่เหมือนทีเดียว พิธีกรรมต่างกันบางจุด หลังการจับกุมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย กับชาวอิสราเอลที่เป็นเจ้าของในข้อหา
1.“เป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใดๆเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
2.เป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรามาตรา8(3)ซึ่งเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ท้ายบัญชีสามของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542(19) การขายอาหารหรือเครื่องดื่มโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ” และ ศาลจังหวัดกระบี่ สั่งให้ต้องจดทะเบียนยกเลิกกิจการ พร้อมเนรเทศชาวอิสราเอล กลับประเทศ
อย่างไรก็ตามหลังจากบริษัทเดิมยุติกิจการไปได้ไม่นาน สถานที่ดังกล่าวกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ในชื่อบริษัทใหม่ โดยมีคนไทย 2 คน ยื่นจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริษัทใหม่ จดทะเบียนถูกต้องตามขั้นตอน และยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเป็นนอมินีเหมือนกรณีเดิม ขณะที่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวไทยที่มีศักยภาพในการลงทุน
แต่ในมิติการสืบสวน ตำรวจยอมรับว่าเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากบริษัทใหม่เกิดขึ้นหลังบริษัทเดิมยกเลิกกิจการเพียงระยะเวลาสั้นๆ และบริษัทใหม่ที่เพิ่งเปิดยังประกอบธุรกิจในลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งร้านอาหารโคเชอร์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวยิว
กรณีดังกล่าวสะท้อนช่องว่างของกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจที่ถูกดำเนินคดีเรื่องนอมินีไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามเปิดกิจการลักษณะเดิมซ้ำในสถานที่เดิมภายในระยะเวลาที่กำหนดเหมือนกรณีสถานบริการ ดังนั้น หากบริษัทเดิมถูกยกเลิก แล้วมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาจัดตั้งบริษัทและดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน ก็สามารถกลับมาใช้สถานที่เดิมประกอบธุรกิจได้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะพบหลักฐานเชื่อมโยงว่าบริษัทใหม่เป็นการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน หรือมีการกระทำผิดกฎหมายอื่น
ดังนั้นการเปลี่ยนบริษัทและผู้ถือหุ้นตามเอกสารสามารถตัดความเชื่อมโยงกับกิจการเดิมได้จริงหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน ผู้บริหารตัวจริง และผู้ได้รับประโยชน์จากกิจการ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบให้ชันเจน ทั้งประเด็นโครงสร้างบริษัท การถือหุ้นแทนคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึงการใช้ประโยชน์อาคาร เนื่องจากประเด็นที่สร้างความกังวลในพื้นที่ไม่ได้อยู่เพียงเรื่องร้านอาหาร แต่รวมถึงข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายใด และได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่


