ยะลา - ครม. ไฟเขียว "ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2" ต่ออายุ 2 เดือน อัดฉีดวงเงิน 1,000 บาท/คน เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ด้านพ่อค้าแม่ค้า-ประชาชนในพื้นที่ยะลา สะท้อนช่วยพยุงปากท้องได้ระดับหนึ่ง วอนรัฐช่วยคุมราคาน้ำมัน
วันนี้ (23 ก.ย.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2" เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนคนละ 1,000 บาท สำหรับระยะเวลา 2 เดือน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 รูปแบบการใช้จ่ายยังคงใช้มาตรการร่วมจ่าย (Co-pay) ในอัตราภาครัฐ 60% และประชาชนออกเอง 40% พร้อมจำกัดวงเงินการใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในระยะสั้น แต่จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและปากท้องในปัจจุบัน
นางวนิดา สุนทร เจ้าของร้านขายอาหารเช้า "โรตีบังบ่าว" ที่เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาโครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยให้พอมี ยอดขายเพิ่มขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บรรยากาศการค้าขายค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
สำหรับวงเงิน 1,000 บาทนั้น สำหรับบางคนอาจหมดเร็วภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนเพราะค่าครองชีพสูง แต่ก็เข้าใจว่ารัฐบาลอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ "มีน้อย ดีกว่าไม่กระตุ้นเลย" พร้อมฝากความหวังถึงรัฐบาลว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจในการแก้ปัญหา เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนประชาชนเองก็ต้องพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่เช่นกัน
ด้าน นายณรงค์กร นครจันทร์ ประชาชนผู้ใช้สิทธิในโครงการ ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำหรับเป็นค่าอาหารเช้าและแกงถุงตามร้านค้าชุมชน โดยจำกัดวงเงินไม่เกินวันละ 200 บาท ซึ่งมองว่าโครงการนี้มีประโยชน์และช่วยบรรเทาภาระของประชาชนรากหญ้าได้มาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงกระแสข่าววงเงินช่วยเหลือที่ปรับลดลงเหลือ 500 บาทต่อเดือน นายณรงค์กรแสดงความคิดเห็นว่า หากเป็นไปได้อยากให้พิจารณาเพิ่มวงเงินขึ้นอีกเล็กน้อย เช่น 700 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและช่วยดูแลปากท้องรายวันได้ดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าการได้รับการต่ออายุออกไปก็ยังดีกว่าการไม่มีโครงการเลย
นอกจากเรื่องวงเงินแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเรื่อง "ราคาน้ำมัน" ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นตามไปด้วย แต่เวลาราคาลดลงกลับลดลงน้อยมากและไม่ทันต่อความเดือดร้อน จึงอยากฝากให้รัฐบาลช่วยดูแลและควบคุมราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับประชาชน


