xs
xsm
sm
md
lg

จากดราม่าลิซ่าถึงเรื่องความรุนแรง! นักวิชาการ ม.อ.ซัดกลับชาวเน็ต ลั่นเหยื่อ "เหล้าในไทย" ตายเยอะกว่า "ก่อการร้าย" ทั่วโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวภาคใต้ - ดราม่า "ลิซ่า" สอนดื่มหมดแก้วในรายการระดับโลกบานปลาย นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ม.อ. งัดสถิติโต้กลับชาวเน็ต ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเมาแล้วขับเฉพาะในไทยสูงกว่าเหยื่อจากการก่อการร้ายทั่วโลกรวมกัน พร้อมเตือนสังคมให้ตระหนักถึงภัยเงียบจากแอลกอฮอล์ 
วันนี้ (21 ก.ย.) หลังจากมีกระแสในโลกโซเชียลเกี่ยวกับกรณีที่ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” นำเบียร์ไทยไปดื่มและสอนพิธีกรพูดคำว่า “หมดแก้ว” ในรายการ The Tonight Show ที่สหรัฐอเมริกา

ล่าสุด ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ นักวิชาการ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้โพสต์รูปภาพของลิซ่าในเฟซบุ๊ก Mfahmee Talib พร้อมข้อความว่า “ถึงลิซ่า ขอความกรุณาไม่เชิญชวนคนดื่มแอลกอฮอล์” โดยได้ใส่โลโก้ของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ม.อ.ในภาพ อีกทั้งเพจของศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้แชร์ภาพนี้ไปด้วย

ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ระบุว่า "หมดแก้ว" Sawadika วัฒนธรรมมีมลทิน ไม่ควรเป็นตัวแทนวัฒนธรรมไทย ลิซ่า ลลิษา วันนี้ไม่ใช่แค่ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศแล้ว แต่เป็น Global Icon อย่างแท้จริง ปัจจุบัน Instagram ของลิซ่ามีผู้ติดตามประมาณ 106 ล้านคน น่าจะเป็นคนไทยที่มีผู้ติดตามใน Instagram มากที่สุดในโลก และมากพอๆ กับ celebrity ระดับโลกหลายคน

ลองตีมูลค่าของคำว่า “อิทธิพล” ดู Hopper HQ เคยประเมินมูลค่า sponsored Instagram post ของลิซ่าไว้ประมาณ 623,000 ดอลลาร์ต่อโพสต์ หรือราว 20 ล้านบาท ขณะที่คนระดับ Cristiano Ronaldo อยู่ที่ประมาณ 3.4 ล้านดอลลาร์ต่อโพสต์ แน่นอน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ rate card อย่างเป็นทางการของเจ้าตัว แต่มันทำให้เราเห็นว่า ทุกภาพ ทุกโพสต์ ทุกโชว์ และทุกสิ่งที่คนระดับนี้หยิบขึ้นมาให้กล้องเห็น มีมูลค่าทางการตลาดมหาศาล แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นใน The Tonight Show Starring Jimmy Fallon จึงน่าสนใจมาก

ลิซ่าเอาส้มตำมาให้ Jimmy Fallon กิน แล้วเตรียมเครื่องดื่มสามอย่างมาผสมกัน คือ โซจู + เบียร์ช้าง + Sprite ก่อนสอน Jimmy พูดว่า “หมดแก้ว” แล้วดื่มจนหมดจริง ๆ

สิ่งที่ผมสนใจในฐานะคนศึกษาการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ว่า “ลิซ่าดื่มเหล้าหรือไม่” ผู้ใหญ่จะดื่มอะไรเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขา แต่คำถามคือ ทำไมผลิตภัณฑ์บางตัวมี Brand บางตัวไม่มี Brand Sprite เห็นยี่ห้อ ช้าง เห็นยี่ห้อชัดเจน แต่ โซจู ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์เหมือนกัน กลับเป็นของเหลวที่ถูกเทออกมาโดยไม่มีแบรนด์เป็นพระเอกของภาพ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ช้าง ไม่ใช่เบียร์ตลาดที่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อทุกแห่งในอเมริกาแล้วจะเจอเหมือน Budweiser หรือ Heineken แม้จะซื้อได้ในสหรัฐฯ และมีร้านค้าปลีกบางรายขายอยู่ แต่บอกได้เลยว่าหายากมากๆ
ดังนั้นผมไม่ได้บอกว่า นี่คือโฆษณาที่มีการจ่ายเงิน เพราะตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันเรื่องนั้น

แต่ในฐานะนักวิจัย เรามีสิทธิถามว่า ทำไมต้องเป็น เบียร์ช้าง? ใครเป็นคนเลือกสินค้า? ใครเป็นคนจัดหา? และทำไม alcohol อีกตัวหนึ่งจึงไม่ปรากฏ brand? คำถามเหล่านี้น่าสนใจมากกว่าการรีบสรุปว่าเป็น Soft Power ของไทยและสร้างความปลาบปลื้มใจที่วัฒนธรรมไทยเผยแพร่ทั่วโลก

จะลองเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มานาน เมื่อโฆษณาตรงๆ ไม่ได้ อุตสาหกรรมจึงพัฒนาวิธีการสื่อสารที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นักวิจัยเรียกส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ว่า Surrogate Marketing ตั้งแต่ใช้สินค้าที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์แต่มีชื่อ โลโก้ สี หรือ brand identity ใกล้เคียงกัน การทำ sponsorship การใช้กิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงการใช้ celebrity, influencer, micro-influencer และ content creator สร้างเนื้อหาที่สอนชง สอนดื่ม รีวิว หรือสร้าง lifestyle รอบผลิตภัณฑ์

งานวิจัยในประเทศไทยพบรูปแบบเหล่านี้จริง และงานล่าสุดที่วิเคราะห์ content ออนไลน์ภาษาไทยกว่า 13,000 posts จากผู้ใช้งานกว่า 4,600 ราย ก็พบว่า influencer เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเนื้อหาสำคัญ และ content จำนวนหนึ่งเน้นเรื่อง awareness และวิธีการดื่ม ที่กล่าวไปว่าเรามีกฎหมายห้ามโฆษณาและอุตสาหกรรมเลือกใช้การตลาดตัวแทนทำการตลาดมานาน แต่วันนี้เราอาจกำลังเจอโจทย์ที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

Global Icon Marketing ไม่ต้องผลิต advertisement ในประเทศไทย ไม่ต้องซื้อสถานีโทรทัศน์ไทย ไม่ต้องจ้าง influencer ไทยโพสต์จากประเทศไทย เอาคนไทยที่มีผู้ติดตามหนึ่งร้อยกว่าล้านคนไปปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ระดับโลก ผลิตและออกอากาศจาก New York แล้ว algorithm ของ YouTube, TikTok, Instagram, Facebook รวมถึงสื่อไทย จะนำภาพเหล่านั้นกลับเข้ามาหาคนไทยเอง นี่คือโจทย์ใหญ่ของกฎหมายในยุค borderless media

ยิ่งน่าสนใจเพราะ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยมีข้อยกเว้นสำหรับโฆษณาที่มีต้นกำเนิดจากนอกราชอาณาจักร โลกที่กฎหมายถูกออกแบบมานั้นอาจเป็นโลกที่เราคิดว่า ควบคุม Production + Broadcasting ในประเทศไทยได้ = ควบคุมการโฆษณาได้ แต่โลกปี 2026 ไม่ได้ทำงานแบบนั้นอีกแล้ว Content ผลิตที่ New York วันนี้ อีกไม่กี่นาทีสามารถอยู่บนหน้าจอของเด็กอายุ 13 ปีในปัตตานี บุรีรัมย์ เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ ได้เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิซ่าเกี่ยวข้องกับ alcohol marketing ปี 2022 ลิซ่าได้รับแต่งตั้งเป็น Brand Ambassador ของ Chivas Regal และเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นตัวแทนแบรนด์ในเอเชีย แคมเปญมีทั้งภาพยนตร์โฆษณาและภาพลิซ่าดื่ม Chivas Highball จนในเวลานั้นเกิดการถกเถียงในประเทศไทยเรื่องข้อจำกัดของมาตรา 32 มาแล้ว ดังนั้น อย่างน้อยจากประวัติที่เปิดเผยต่อสาธารณะ การรับงานเกี่ยวข้องกับ alcohol brand ไม่ใช่เส้นที่ลิซ่าวางไว้ว่าจะไม่ข้าม

และผมอยากฝากอีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ถึงลิซ่า (FYI Lisa) เด็กผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่ได้โชคดีเหมือนคุณ พวกเขาไม่ได้มีทีมงาน ไม่มีทีมรักษาความปลอดภัย ไม่มีทรัพยากรทางการเงิน และไม่ได้มีอิสระที่จะเดินออกจากผลกระทบของแอลกอฮอล์ได้ง่ายๆ บางคนไม่เคยดื่มเหล้าสักแก้ว แต่ต้องเป็นผู้รับผลจากการดื่มของคนอื่น

งานวิจัยระดับประเทศของไทยพบว่า ในครัวเรือนที่มีผู้ดื่มเพียงคนเดียว หากคนนั้นเป็น binge drinker (นักดื่มหนัก) ความชุกของความรุนแรงในครอบครัวสูงกว่าครัวเรือนที่ผู้ดื่มไม่ได้ binge ประมาณ 7 เท่า อีกงานหนึ่งพบว่า เด็กและเยาวชนไทยประมาณ 15.9% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของคนอื่น และในบ้านที่มี binge drinker ความเสี่ยงที่เด็กจะได้รับผลกระทบสูงขึ้นเกือบ 5 เท่า ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือความรุนแรงในครอบครัวและ ความรุนแรงทางวาจา นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า ผลกระทบต่อผู้ไม่ดื่ม (Alcohol's Harm to Others) คนที่รับผลกระทบจากเหล้า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ยกแก้วขึ้นดื่มเอง

ผมเข้าใจดีว่า สำหรับคนคนหนึ่ง การดื่มอาจหมายถึงการพักผ่อน ความสนุก หรือเสรีภาพในการใช้ชีวิต และสำหรับผู้ใหญ่ การเลือกว่าจะดื่มหรือไม่ดื่มเป็นเรื่องของเขา แต่คนที่มีผู้ติดตามหนึ่งร้อยล้านคนไม่ได้มีเพียง เสรีภาพส่วนบุคคลในการเลือกและแสดงออก เขาคนนั้น (ลิซ่า) มี พลังในการชี้นำสังคม ตามมาด้วย โดยเฉพาะเมื่อผู้ติดตามจำนวนหนึ่งยังเป็นเด็ก รวมถึงลูกสาวผมที่อายุ 10 ขวบ ด้วย

งานวิจัยในนักเรียนไทยกว่า 21,000 คน พบว่า 65.2% เคยสัมผัส alcohol advertising อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ 32.4% สามารถจำแบรนด์ได้หลังสัมผัสการตลาด และ 12.1% รายงานว่าเกิดความอยากดื่มผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำเสนอ โดยความอยากดื่มดังกล่าวสัมพันธ์อย่างมากกับการดื่มและ binge drinking โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ใหญ่กว่าการถามว่า “ลิซ่ามีสิทธิดื่มเบียร์หรือไม่?” แน่นอน เธอมี คำถามที่สำคัญกว่าคือ เมื่อคนที่เด็กหลายสิบล้านคนมองเป็น Idol ยกเครื่องดื่มขึ้นมา สอนสูตรผสม สอนคำว่า “หมดแก้ว” และดื่มให้ดูต่อหน้าคนทั้งโลก เราควรมองสิ่งนี้เพียงในฐานะ สิทธิส่วนบุคคล หรือควรมองมันในฐานะ สื่อชี้นำที่มีพลังมหาศาล ด้วย?

ลิซ่าสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเชื่อว่า เด็กจากบุรีรัมย์สามารถขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลกได้ นั่นเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พลังเดียวกันนี้ หากวันหนึ่งทำให้เด็กคนหนึ่งคิดว่า “ถ้าลิซ่าดื่ม ฉันก็อยากลองบ้าง” ผลของมันอาจไม่ได้ปรากฏวันนี้ เราอาจต้องรออีก 10 หรือ 20 ปี ถึงจะรู้ว่าเด็กคนนั้นกลายเป็นคนแบบไหน และเหล้าแก้วแรกพาเขาไปถึงที่ใด

Global Icon มีสิทธิเลือกว่าจะถืออะไรไว้ในมือ แต่ในโลกที่ attention ทุกวินาทีมีราคา สิ่งที่อยู่ในมือนั้นก็มีความหมายเช่นกัน และนี่อาจเป็นโจทย์ใหม่ที่นักวิจัยและคนออกแบบกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยต้องเริ่มคิดอย่างจริงจัง เพราะวันนี้เราอาจควบคุมป้ายโฆษณาหน้าร้านได้ แต่เราจะควบคุม algorithm ที่พาโฆษณาจาก New York กลับเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์ของเด็กไทยได้อย่างไร?


ทั้งนี้ มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และแชร์โพสต์นี้ออกไปจำนวนมาก โดยมีการแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง เช่น Zien Nattawut ระบุว่า ขอเห็นต่างอย่างมากครับ โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียนนำเสนอตัวเองในฐานะนักวิจัย ควรแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อเท็จจริง” “ข้อสันนิษฐาน” และ “ความเห็นทางคุณค่า” เพราะโพสต์นี้เชื่อมโยงตั้งแต่การเห็นแบรนด์ การตลาดแฝง อิทธิพลต่อเด็ก ไปจนถึงความรุนแรงจากแอลกอฮอล์ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานว่ากรณีนี้เป็นโฆษณาหรือมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลดังกล่าว

1. ยอมรับว่าลิซ่ามีอิทธิพลต่อผู้ติดตามจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกการแสดงออกต้องมีผลประโยชน์ทางการตลาดอยู่เบื้องหลัง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เธอก็ควรมีพื้นที่บอกความชอบส่วนตัวได้
2. การเห็นแบรนด์ช้างและ Sprite แต่ไม่เห็นแบรนด์โซจู เป็นข้อสังเกตที่ตั้งคำถามได้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นโฆษณา หากจะชี้ไปในทิศทางนั้น ควรมีข้อมูลเรื่องผู้เลือกสินค้า ผู้จัดหา หรือความสัมพันธ์ทางการค้าประกอบ
3. การที่เบียร์ช้างหาซื้อไม่ง่ายในสหรัฐฯ อธิบายได้หลายทาง อาจเป็นการจัดวางสินค้า หรืออาจเป็นเพียงเบียร์ไทยที่ลิซ่าชอบและเลือกนำเสนอร่วมกับอาหารไทย การตีความเฉพาะทางที่น่าสงสัยที่สุดโดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม อาจไม่เป็นธรรมกับเจ้าตัว
4. เด็กควรได้รับการคุ้มครองจากการตลาดแอลกอฮอล์ แต่ไม่ควรหมายความว่าบุคคลสาธารณะที่เป็นผู้ใหญ่ต้องงดแสดงพฤติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด ครอบครัว โรงเรียน สังคม และแพลตฟอร์มก็ควรช่วยสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อ และสอนว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้ไม่ได้แปลว่าเด็กควรทำตาม
5. งานวิจัยเรื่องนักดื่มหนักและความรุนแรงในครอบครัวสะท้อนปัญหาที่สำคัญ แต่ไม่ได้ตอบว่า คนเหล่านั้นเริ่มดื่มหรือดื่มจนเกิดปัญหาเพราะทำตามศิลปินมากน้อยเพียงใด การนำสถิติผลกระทบจากการดื่มมาวางต่อกับเหตุการณ์ของลิซ่า อาจทำให้ดูเหมือนมีความสัมพันธ์โดยตรง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง
6. ชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคอนเทนต์หนึ่งชิ้นหรือการดื่มครั้งแรกเพียงปัจจัยเดียว ปัญหาการดื่มมีองค์ประกอบซับซ้อน ทั้งครอบครัว เพื่อน สภาพแวดล้อม สุขภาพจิต และทักษะควบคุมตนเอง เราจึงควรสอนให้เด็กเข้าใจขอบเขต ผลเสีย และความรับผิดชอบ มากกว่าคาดการณ์ว่าการเห็นศิลปินดื่มครั้งหนึ่งอาจกำหนดอนาคตของเด็กในอีก 10–20 ปี
7. เหตุการณ์นี้อยู่ในบริบทของรายการบันเทิงที่ผู้ใหญ่พูดถึงเครื่องดื่มที่ตนชอบ ไม่ใช่เนื้อหาที่ผลิตเพื่อชักชวนเด็กโดยตรง แม้วิจารณ์ความเหมาะสมได้ แต่ไม่ควรสรุปเจตนาเกินกว่าหลักฐานที่มี
8. ลิซ่าเป็นทั้ง Global Icon และมนุษย์คนหนึ่ง อิทธิพลย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบ แต่ไม่ควรถูกขยายจนหมายความว่าเธอต้องรับผิดชอบต่อวิจารณญาณและอนาคตของผู้ติดตามทุกคน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถูกกฎหมายไม่ได้ลดคุณค่าของความมุ่งมั่นหรือแรงบันดาลใจที่เธอมอบให้เด็กผู้หญิงทั่วโลก

“เราควรถกเถียงเรื่องอิทธิพลของการตลาดแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง แต่ก็ควรใช้มาตรฐานทางหลักฐานอย่างจริงจังเช่นกัน การตั้งคำถามเป็นสิทธิของนักวิจัย แต่การวางข้อสงสัยหลายชั้นต่อกันจนดูคล้ายข้อสรุป ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ก็เป็นสิ่งที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถามกลับครับ”

ส่วนผู้ที่ใช้ชื่อว่า Pattizear Srion ได้แสดงความคิดเห็นว่า เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ค่ะ ต้องสอนเด็ก ดูทรงแล้ว จขพ.ก็เขียนเอามันส์เหมือนกัน ตั้งใจจะโชว์ฝีมือการเขียน content ที่เฉียบคม แต่เขียนเหมือนเหรียญด้านเดียว เอาแต่โจมตี ลืมโชว์ vision หน่อยไหมคะ ?

ทั้งนี้ ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มีได้มาแสดงความคิดเห็นว่า “สอนหน่อยครับทำไง” ซึ่ง Pattizear Srion ได้ตอบกลับว่า สมมุติว่า ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ 10 ขวบ แล้วลูกไปเห็น Ads. พวกนี้ แปลว่าเด็กต้องเลียนแบบตาม Ads. ทุกอัน ???? โลกความจริงมันมีตัวแปรเข้ามา Mediator อีกมากมาย จะมาวิเคราะห์แบบงานวิจัยไม่กี่ตัวแปรแล้วเหมารวม ….. คิดว่าน่าจะไม่ถูกทั้งหมดค่ะ

ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตอบว่า เด็กดูเกราะเพชรเจ็ดสี ยังจินตนาการว่าตัวเองใส่เกราะ ยิงแสงได้เลยครับ อิทธิพลต่อความคิดความเชื่อจากสื่อมันมีผลต่อคนรับมากโดยเฉพาะ minors ทุกประเทศมีกฎหมายปกป้องเด็กหมด อินฟลูที่มีภาพลักษณ์กับเด็กโดยตรง ถูกปกป้องไม่ให้เกี่ยวข้องกับธุรกิจแนวนี้เลยครับ


อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้งานชื่อ Itthipong Suankwan ได้มาแสดงความคิดเห็นว่า แดกเหล้ายังดีกว่าก่อการร้าย​นะ ซึ่งดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มีได้มาตอบว่า เหล้าแย่กว่าเยอะครับ ก่อการร้ายทั้งโลกรวมกัน ยังตายไม่เท่าเหล้าในไทยครับ มีเอไอหัดใช้ด้วย

และนอกจากมาตอบแล้ว ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ยังได้นำบันทึกรูปหน้าจอความคิดเห็นนี้ไปโพสต์เพิ่มอีกหัวข้อ โดยระบุว่า ปัญญาหาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะยุคที่มีเอไอให้ใช้กันทุกคน ถ้าไม่มีก็สมัคร AI Passport TH ได้ครับ

Global terrorism index 2026 รายงานว่า ในปี 2025 คนตายจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลก 5,582 คน จาก 2,944 เหตุการณ์ แต่จำนวนนี้ 98.9% มาจากพื้นที่ที่มี armed conflict area แสดงว่า มีเพียง 1.1% ที่เกิดจากการก่อการร้ายที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สงคราม

WHO รายงานว่าแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตคนทั่วโลก 2.6 ล้านคน ถ้าในไทยการตายที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เท่ากับ 20,000 คน
ยิ่งเอาเฉพาะการตายจากเมาแล้วขับ ในไทยตายกันปีละ 5,000-7,000 คนครับ พูดได้ว่าถนนเมืองไทยอันตรายจากคนเมามากกว่าการก่อการร้ายรวมกันทั้งโลกครับ

ดังนั้น การก่อการร้ายนี่เรื่องเล็กเลยครับสำหรับมนุษยชาติถ้าเทียบกับแอลกอฮอล์ (ความจริงคือเรื่องน่าเศร้าทั้งสองอย่างนะครับ)

โพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่สนับสนุน แต่ก็มีบางคนไม่เห็นด้วย เช่น Babe'Apiwat Penchaysang แสดงความคิดเห็นว่า การก่อการร้ายเป็นเรื่องเล็กสำหรับมนุษย์ชาติ อันนี้คิดแบบนี้จริงๆ ใช่มั้ยครับ กลุ่มนึงติดอาวุธจงใจก่อเหตุแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งลอบยิง ทั้งระเบิดพลีชีพ หรือแม้แต่คาร์บอมบ์ ส่วนอีกกลุ่มนึงเมาไม่ได้สติ การพรากชีวิตจากอุบัติเหตุการณ์ การยิงกันแทงกัน หรือแม้แต่โรคต่าง ๆ แต่ไม่ได้เกิดมาจากอุดมการณ์

ดูแค่ที่ซูดานปีก่อนก็เป็นหมื่นแล้วครับ ขนาดแม้แต่คนศาสนาเดียวกันยังเกิดการฆ่าล้างกันเกิดขึ้น เอาตัวเลขจริง ๆ มาเทียบครับ แค่ตรรกะเอาคนเมากับผู้ก่อการร้ายมาเทียบก็เพี้ยนแล้ว ขึ้นชื่อว่าผู้ก่อการร้ายมันก็เห็นอยู่ถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์เพื่อการก่อการร้าย

คุณควรต่อต้านไม่ใช่มาฟอกขาวให้ผู้ก่อการร้าย หากคุณไม่ได้สนับสุนนความรุนแรงทุกรูปแบบ จากกลุ่มก่อการร้ายหรือแม้แต่จากคนเมาก็ตาม