xs
xsm
sm
md
lg

จับตา “เปลี่ยนหัว 4 หน่วยงาน” ว่าจะดับไฟใต้ได้หรือโชนแสงขึ้นกว่าเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
ในที่สุดความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วง 1 ปีเต็ม ภายใต้การบริหารจัดการของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ก็เป็นเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพ ถือเป็นการ “ดับฝัน” ความต้องการที่จะนั่งในตำแหน่งต่อเนื่องเพื่อแสดงฝีมือให้สังคมเห็นอย่างเป็นที่วาดหวังไว้
เพราะ 1 ปีที่ผ่านมาหน่วยงานรับผิดชอบหลักต่อการ “ดับไฟใต้” ไม่สามารถทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงภายใต้การนำของนายทหาร “ลูกหม้อกองทัพภาคที่ 2” ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 และ และ ผอ.รมน.ภาค 4 ด้วยหวังให้เกิดการ “ล้างบางอำนาจเก่า” ที่สยายปีกครอบงำอยู่
สุดท้ายนอกจาก “ข้าวนอกนา ปลาผิดน้ำ” จะรับมือบีอาร์เอ็นไม่ได้แล้ว กลับยังทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพภาคที่ 4 โดยเฉพาะประเด็นใช้คนที่ไม่ตรงกับงาน จนเกิดปัญหา “เกียร์ว่าง” อีกทั้งยังเป็นที่ประจักษ์ถึงความล้มเหลว ทั้งในงานมวลชนและงานการข่าวด้วย
การดับไฟใต้จึงไม่ใช่แค่คิดเอาเองว่าเป็น “งานง่าย” เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่ามีแต่จะ “โชนแสง” ขึ้นตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะเครือข่ายอำนาจเก่าในกองทัพภาคที่ 4 มีการวางทายาท เพื่อรักษาผลประโยชน์ ทั้งในรูปแบบที่ “ชอบ” และ “ไม่ชอบ” ไว้อย่างแนบแน่นต่อเนื่องมาตลอด
นายทหารที่เก่งฉกาจการรบจากชายแดนตะวันออก ไม่ว่าจากกองทัพภาคที่ 1 หรือ กองทัพภาคที่ 2 และเคยสร้างผลงานเอาชนะศึกกับ “ทหารกัมพูชา” จนได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” มาแล้ว นั่นไม่มีอะไรการันตีว่าการมารบใน “ชายแดนภาคใต้” จะกำชัยเหนือกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นได้เช่นกัน
ต้องไม่ลืมว่าแผ่นดินปลายด้ามขวานมีความต่างทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์และศาสนา แถมมีการใช้ความเชื่อที่ถูกบิดเบือนปลุกปั่นชาวบ้าน โดยเฉพาะมีการบ่มเพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนมายาวนาน ซึ่งก็ประจักษ์แจ้งแล้วกับ “ไฟใต้ระลอกใหม่” กว่า 22 ปีมานี้
สิ่งนี้ยืนยันได้จากคนร้ายที่มีหมายจับ หลังถูกวิสามัญฯ ในพิธีศพได้กลายเป็น “ผู้พลีชีพ” ที่ได้รับยกย่องเป็นเหมือนวีรบุรุษ ขณะแห่ศพมีเสียงตะโกนสรรเสริญพร้อมเปล่งคำว่า “เมอร์เดก้า ปาตานี” เพื่อปลุกใจให้สู้เพื่อการแบ่งแยกดินแดนหรือให้เกิดปกครองตนเอง ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย

สำหรับ “เสธคิ้ว” พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน ที่จะขึ้น “พลโท” รับไม้ต่อจาก พล.ท.นรธิปในเดือนหน้า แม้เคยปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนใต้ แต่น่าจะเรียก “ลูกหม้อ” ไม่เต็มปาก เพราะเติบโตในหน่วยรบพิเศษที่ถูกเรียกขานว่า “กองทัพภาคที่ 5” ก่อนมานั่ง รองแม่ทัพภาคที่ 4 และ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อปีที่แล้ว
ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ต้องเจอแน่ๆ นอกจากทำอย่างไรให้พลิกผันงานการข่าวและงานมวลชนไม่ให้ล้มเหลวแล้ว ยังต้องขบคิดให้หนักว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดทอนความเข้มแข็ง “เครือข่ายโครงสร้างบีอาร์เอ็น” ที่ถูกวางไว้อย่างแน่นหนาจนก่อเหตุในชายแดนใต้ได้มาอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งจะคลายปมปัญหา “ความไม่มีเอกภาพ” ในหน่วยงานได้อย่างไร เพราะทั้งในอดีตและปัจจุบันของผู้นั่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ล้วนต่างได้วางคนของตนในตำแหน่งสำคัญๆ ไว้อย่างแข็งแกร่ง นี่ยังต้องรวมเลยถึงการถอดสลักความคิดที่บีอาร์เอ็นปลุกปั่นชาวบ้านและเยาวชนไว้ยาวนาน โดยเฉพาะที่สะท้อนจากพิธีศพ
ทั้งหมดนี้คือ “โจทย์ใหญ่” ของว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คนใหม่ ถ้าแก้โจทย์เหล่านี้ได้ นอกจากจะทำให้ไฟใต้ค่อยๆ มอดดับลงได้แล้ว ก็จะเป็นที่ยอมรับของสังคม และโดยเฉพาะเป็นที่รักใคร่ของชาวชายแดนใต้ แต่ถ้ามาเพื่อกินตำแหน่งเหมือนที่ผ่านๆ มาก็ไม่รู้จะเปลี่ยนเพื่อหาพระแสงอะไร

นับแต่เดือนตุลาคม 2569 นี้ นอกจากเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ยังจะมีการเปลี่ยนตัว “เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) จากฉัตรชัย บางชวด เป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ที่ถูกโยกมาจากเสนาธิการทหารบก เพื่อปูนบำเหน็จก่อนการเกษียณอายุราชการ

แม้ “เสธ.ปูด้วง” จะอกหักจากกองทัพบก แต่ถือว่าเป็นนายทหารมากฝีมือคนหนึ่ง ซึ่งการได้มานั่ง “เลขาธิการ สมช.” ก็จัดว่าเป็นตำแหน่งสำคัญและมีผลกระทบต่อปัญหาไฟใต้โดยตรง โดยเฉพาะการทำ “ยุทธสาสต์ความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้” ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป
รวมถึง “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ก็มีการเปลี่ยนให้ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มานั่ง “หัวหน้าคณะพูดคุย” คนใหม่ เจ้าตัวแถลงไปแล้วถึงการเจรจากับฝ่ายบีอาร์เอ็นครั้งหน้าต้องไม่เหมือนเดิม ท่ามกลางการส่งเสียงจากโฆษกบีอาร์เอ็นให้ยกชายแดนใต้เป็น “เขตปกครองตนเอง”

และหน่วยงานสุดท้ายที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยคือ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” (ศอ.บต.)” ก็ต้องมีเลขาธิการคนใหม่ ซึ่งหลายปีมาแล้วล้วนไม่ใช่ “ลูกหม้อ” แต่ถูกส่งมาจากการเมือง เพื่อกินตำแหน่ง ซี 11 แล้วรอไต่เต้าไปนั่งปลัดกระทรวง ไม่ได้สนใจให้ทำหน้าที่แท้จริง

การทำหน้าที่ของ ศอ.บต. จึงไม่ต่างกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ขาดการบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะกับฝ่ายปกครอง ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน หลายปีมานี้การพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จึงลุ่มๆ ดอนๆ จนมีการเรียกร้องให้ “ยุบทิ้ง” ไปเสียเพราะทำประโยชน์น้อยมาก

ในอดีตหน่วยงานนี้ใกล้ชิดกับคนในพื้นที่จนพูดกันติดปากว่า “ศอ.บต.ของเรา” หรือ “เลขาฯ ของเรา” ดังนั้นตำแหน่ง “เลขาธิการ ศอ.บต.” จึงมีความสำคัญต่อมาตรการดับไฟใต้ไม่น้อยไปกว่า “แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า”
เป็นที่รับรู้กันว่าไฟใต้จะมอดดับได้ต้อง “เดิน 2 ขาควบคู่กัน” คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับ ศอ.บต. ดังนั้นจึงหวังว่า รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะแต่งตั้งผู้มารับตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.คนใหม่ที่ว่างอยู่ได้อย่าง “ถูกฝาถูกตัว” ที่ไม่ใช่มาเพื่อมารอเป็นกลับไปนั่งปลัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอย่างที่ผ่านมา

เวลานี้กำลังจะ “เปลี่ยนตัวบุคคลถึง 4 ตำแหน่งสำคัญ” ที่ล้วนกระทบต่อมาตรการดับไฟใต้ จึงได้แต่หวังว่าจะได้เห็น “ผู้มาใหม่” จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมกับ “เป็นที่วาดหวัง” ของสังคม โดยเพฉพาะกับประชาชนในชายแดนใต้ แล้วหลังจากนี้จะได้ยินแต่เสียงก้องว่า “เราเดินมาถูกทางแล้ว” เสียที