xs
xsm
sm
md
lg

“ภูเก็ต” ครองแชมป์อสังหาฯ ภูมิภาค รอขายพุ่ง 1.76 แสนล้าน พลูวิลล่า - คอนโดตากอากาศ ครองตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวภูเก็ต – ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาฯ เผยผลสำรวจตลาดปี 69 พบ “ภูเก็ต” ครองแชมป์อสังหาฯ ภูมิภาค มูลค่ารอขายพุ่ง 1.76 แสนล้านบาท วิลล่า – คอนโดตากอากาศครองตลาด “ถลาง” ขึ้นแท่นทำเลทองรับแรงซื้อจากต่างชาติและกลุ่ม Long Stay

เมื่อเร็วๆนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล เปิดเผยผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตปี 2569 ในงานแถลงข่าวภายหลังการสัมมนาเรื่อง “Leasehold vs Sap Ing Sit & 3 MB LongStay Visa” ณ โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต  โดยระบุว่า 

ผลสำรวจพบว่า ในปี 2569 จังหวัดภูเก็ตมีหน่วยขายที่เข้าสู่ตลาดทั้งหมดมีมูลค่ารวม 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดที่มีสินค้าที่อยู่อาศัยขายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด มากกว่า จังหวัดชลบุรี (151,822 ล้านบาท) จังหวัดระยอง (51,453 ล้านบาท) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่สุดของประเทศไทย และมากกว่าจังหวัดเชียงใหม่ (49,303 ล้านบาท) ซึ่งเป็นเมืองหลักที่สำคัญที่สุดใน ภาคเหนือ
.
อย่างไรก็ตามถ้านับเป็นจำนวนหน่วยขายที่เข้ามาขายในตลาดในปี 2569 ภูเก็ตมีหน่วยขายรอผู้ซื้อ รวมกันทั้งหมด 13,779 หน่วย นับเป็นอันดับสองรองจากจังหวัดชลบุรี (37,628 หน่วย) และจังหวัดระยอง (19,209 หน่วย) โดยภูเก็ตมีราคาขายต่อเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 12.812 ล้านบาท ส่วนในกรุงเทพมหานครมีราคาขายต่อเฉลี่ยต่อหน่วย 5.808 ล้านบาท ขณะที่ชลบุรีมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพียง 4.035 ล้านบาทเท่านั้น
.

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล
จากการสำรวจยังพบว่า ภูเก็ตมีลักษณะที่แตกต่างจากจังหวัดอื่น ตรงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวของโลก การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย
.
ประเภทที่อยู่อาศัย สำหรับจังหวัดภูเก็ต ดร.โสภณ แบ่งแยกเพิ่มเติม เป็นอาคารชุดตากอากาศ และวิลล่าตากอากาศ (ไม่ถือเป็นบ้านเดี่ยว) ผู้ซื้อสินค้า 6 กลุ่มแรก เป็นคนไทยในจังหวัดภูเก็ตหรือคนไทยที่มาทำงานในจังหวัดนี้ ส่วนสองกลุ่มหลังกลุ่มเป้าหมายเป็นต่างประเทศด้วย จากผลการสำรวจล่าสุดพบว่าในจังหวัดภูเก็ตยังมีโครงการที่ยังมีหน่วยขายที่รอผู้มาซื้ออยู่ทั้งหมด 806 โครงการในเขตอำเภอเมือง อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง
.
การที่ภูเก็ตมีจำนวนโครงการมากก็เพราะขนาดของโครงการมีจำนวนหน่วยขายไม่มาก โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละโครงการในจังหวัดภูเก็ตมีหน่วยขายอยู่ 112 หน่วย ในขณะที่ในกรุงเทพมหานคร มีหน่วยขายเฉลี่ยต่อโครงการจำนวนประมาณ 250 หน่วย อำเภอที่มีโครงการมากที่สุดคืออำเภอถลาง โดยมีจำนวน 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมือง 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ

ในจำนวน 806 โครงการ มีหน่วยขายรวมกัน 90,597 หน่วย รวมมูลค่าถึง 705,055 ล้านบาท ปรากฏว่าขายได้แล้ว 76,582 หน่วย รวมมูลค่า 527,777 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 85% ซึ่ง นับว่าขายได้มากทีเดียว โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละเดือนสามารถขายที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 5.2% ของหน่วยขายในแต่ละโครงการ จากการคาดการณ์ของ ดร.โสภณ สินค้าเหล่านี้จะขายหมดในเวลา 19.2 เดือน (หากไม่มี การเปิดตัวโครงการใหม่เลย)
.


สินค้าที่มีมากที่สุดในจังหวัดภูเก็ต คือ วิลล่าตากอากาศ มีจำนวน 40,263 หน่วย หรือเท่ากับ 44% ของหน่วยขายทั้งหมด และเมื่อรวมอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือ 8% ก็เท่ากับว่า สินค้าตาก อากาศทั้งหมดมีถึง 52% ในจังหวัดภูเก็ต การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับชาวภูเก็ตหรือคนไทยที่มาทำงานใน ภูเก็ต กลับมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่ขายแก่ชาวต่างประเทศ
.
กลุ่มสินค้าที่ขายให้กับคนไทยเป็นอาคารชุด มากที่สุดจำนวน 21,392 หน่วย หรือ 24% ของทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์จำนวน 9,729 หน่วย ภูเก็ตมีบ้านแฝดจำนวน 5,924 หน่วย มากกว่าบ้านเดี่ยวที่มี 5,126 หน่วย การพัฒนาบ้านแฝด ใช้ที่ดิน (ขั้นต่ำ 35 ตารางวา) น้อยกว่าบ้านเดี่ยว (ขั้นต่ำ 50 ตารางวา)
.
จากมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด 705,055 ล้านบาท เป็นมูลค่าของอาคารชุดตากอากาศถึง 339,227 ล้านบาท รองลงมาคือวิลล่าตากอากาศ มีมูลค่า 221,672 ล้านบาท ทั้งสองกลุ่มนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 80% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต แสดงว่าตลาดสำหรับคนไทยมีสัดส่วนต่ำมากเพียง 20% เท่านั้น ตลาดสำหรับนักพัฒนาที่ดินคนไทยจึงเป็นตลาดขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ

สินค้าที่ขายดีที่สุดเป็นห้องชุดพักอาศัยโดยเดือนหนึ่งขายได้ประมาณ 8.1% ของหน่วยขายทั้งหมด ส่วนห้องชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้โดยเฉลี่ย 4.9% ของทั้งหมดซึ่งก็นับว่าไม่น้อยทั้งที่เป็น สินค้าราคาแพง สำหรับบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถวและที่ดินจัดสรร แต่ละเดือนขายได้ประมาณ 3% เท่านั้น แสดงว่าตลาดท้องถิ่นมีความเปราะบาง นักพัฒนาที่ดินที่จับกลุ่มคนไทยมีโอกาสหดตัวลงค่อนข้าง สูง

ลักษณะสำคัญของสินค้าที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท ก็คือ บ้านเดี่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดขายในระดับราคา 5-7 ล้านบาท มีจำนวน 1,875 หน่วยหรือ 37% ของบ้าน เดี่ยวทั้งหมด บ้านแฝดเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ขายในราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 2,821 หน่วย ทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ (68%) หรือ 6,566 หน่วย ขายในราคา 2-3 ล้านบาท อาคารชุดพักอาศัยเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 44% จำนวน 9,481 หน่วย ขายในราคา 3-5 ล้านบาท

อาคารชุดตากอากาศกลุ่มใหญ่ที่สุดขายในราคา 3-5 ล้านบาท (29%) จำนวน 11,849 หน่วย และ ระดับราคาขาย 5-7 ล้านบาท มีมากเป็นอันดับสอง 8,072 หน่วยหรือ 25% วิลลาตากอากาศเกือบครึ่ง (43%) จำนวน 2,930 หน่วยขาย ขายในระดับราคา 20 ถึง 40 ล้านบาท
.
หากพิจารณาจากแต่ละอำเภอ จะพบว่า ในเขตอำเภอเมือง สินค้าที่มีมากที่สุดคืออาคารชุดพักอาศัย จำนวน 11,794 หน่วยหรือ 34% ของ ทั้งหมด ค่ามูลรวม 29,006 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดตากอากาศมีจำนวนน้อยกว่าคือ 10,987 หน่วย หรือ 32% แต่มีมูลค่า 69,922 ล้านบาท ในเขตอำเภอกะทู้ อาคารชุดพักอาศัยมีจำนวนจำนวนมากที่สุดคือ 6,940 หน่วยหรือ 49% ของ ทั้งหมด แต่อาคารชุดตากอากาศ แม้มีจำนวน 4,282 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 32,498 ล้านบาท และในอำเภอถลาง อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดถึง 24,994 หน่วย หรือ 54% ของทั้งหมด และมีมูลค่ารวมสูงสุดถึง 236,807 ล้านบาท หรือ 53% ของทั้งหมด


ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่บริเวณอำเภอถลางเป็นที่นิยมของการซื้อที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคาร ชุดตากอากาศ คือ อำเภอถลาง (โดยเฉพาะพื้นที่เชิงทะเล, บางเทา, ลายัน, ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี) กลายเป็นศูนย์กลางยอดนิยมที่สุดในภูเก็ตสำหรับการพัฒนาและการซื้อที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และ อาคารชุดตากอากาศ เกิดจากปัจจัยสนับสนุนที่ผสมผสานทั้งด้านทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้าง ประชากรผู้ซื้อ ดังนี้ 1.การคมนาคม ใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต: ถลางตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ใช้เวลาเดินทางจาก สนามบินเพียง 15–25 นาที ตอบโจทย์กลุ่มต่างชาติหรือนักลงทุนที่ต้องการเดินทางเข้า-ออกบ่อย โดยไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัดในตัวเมืองหรือโซนป่าตอง 2. มีพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ต่างจากโซนป่าตอง กะตะ หรือกะรน ที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสูง หรือพื้นที่แคบ ถลางยังมีที่ดินผืนใหญ่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาโครงการแนวราบขนาดใหญ่ เช่น วิล ล่าตากอากาศ หรือ Mixed-Use Community

3. สิ่งอำนวยความสะดวก ระดับ Premium และเป็น Lifestyle Hub การมี Laguna Phuket ย่านเชิงทะเล และบางเทา มายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล ทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุม โรงแรม 5 ดาว และบริการดูแลจัดการอสังหาริมทรัพย์อย่างมืออาชีพ Lifestyle & Retail Anchors: มี Community Malls และแหล่งไลฟ์สไตล์ระดับบนครบครัน เช่น Porto de Phuket (Central Group), Boat Avenue, และ Blue Tree Phuket ทำให้โซนนี้กลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ทันสมัย 4. โครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ รวมถึงโรงพยาบาลและ คลินิกมาตรฐานสากล ตอบโจทย์กลุ่ม Expat ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัยยาวนานแบบ ครอบครัว (Long-term Relocation) 5. ธรรมชาติและหาดทรายชายฝั่งตะวันตก มีแนวชายหาดที่ยาวและสงบ: ถลางครอบคลุมชายหาดฝั่ง ตะวันตกหลายแห่ง เช่น หาดบางเทา หาดลายัน หาดสุรินทร์ และหาดในยาง ซึ่งมีทัศนียภาพพระ อาทิตย์ตกดินที่สวยงาม หาดทรายยาว และมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ร่มรื่น และหรูหรากว่าโซน ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างป่าตอง

6. การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ของชาวต่างชาติและกลุ่มทุน มาจากการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ หลัง ช่วงปี 2565 เป็นต้นมา มีกระแสผู้ซื้อจากรัสเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และตะวันออกกลาง ย้ายมา พำนักระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการ Second Home และวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง 7. แรงดึงดูดจากผู้ประกอบการชั้นนำ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศของไทย (เช่น แสนสิริ, ศุ ภาลัย, ออริจิ้น, สิงห์ เอสเตท) รวมถึงผู้พัฒนาในท้องถิ่น (เช่น Botanica Luxury, The Title) ได้ทุ่มงบลงทุนเปิดตัวโครงการในโซนนี้อย่างหนาแน่น ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุน และ 8. ศักยภาพด้านการลงทุนและผลตอบแทนสูง: อาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในย่านเชิง ทะเล-บางเทา ให้ Rental Yield เฉลี่ยสูงถึง 6% – 10% ต่อปี จากความต้องการเช่าทั้งแบบรายวัน และรายยาวของนักท่องเที่ยวระดับบน
.


โครงการเปิดใหม่ในช่วงปี 2568-2569 มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 10 ล้านบาท จำนวนโครงการที่เปิดขายส่วนใหญ่ (60%) เป็นการพัฒนาวิล ล่าตากอากาศ ราคาเฉลี่ยที่ 32 ล้านบาท ในแง่ของจำนวนหน่วยขายที่พัฒนามากสุดจะเป็นอาคารชุดตาก อากาศ 60% ภาวการขายของอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดใหม่นี้ขายได้ดี ทำเลที่ตั้งของโครงการที่เปิดขายใหม่คือ อำเภอถลาง (กลุ่มพื้นที่เติบโตสูงและทำเลระดับราคาแพง) อำเภอถลางเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนโครงการเปิดตัว ใหม่สูงที่สุดอย่างโดดเด่น โดยกระจายตัวใน 5 ตำบลหลัก

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งวิลล่าตากอากาศและคอนโดตากอากาศในจังหวัด ภูเก็ตในช่วงปี 2568-2569 แบ่งตามสัญชาติของผู้ซื้อมีดังนี้ กลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซียและยุโรปตะวันออก (Russia & CIS Countries) ยังคงเป็นกำลังซื้อต่างชาติอันดับ 1 ในภูเก็ต ซึ่งเหตุผลการซื้อเพื่อหนีภัยความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะสงคราม ย้ายเงินทุน ออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย และหลบเลี่ยงสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยนิยมวิลล่าตากอา กาสในโซนถลาง (เชิงทะเล, บางเทา) และฉลอง ราไวย์

กลุ่มผู้ซื้อชาวจีนและเอเชีย (China, Hong Kong, Singapore, Taiwan) สัดส่วน: ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งและมีกำลังซื้อสูง เหตุผลการซื้อ: กระจายความเสี่ยงทางการเงินจากปัญหาอสังหาฯ ใน ประเทศตนเอง ส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต และซื้ออาคารชุด วิลล่าตากอากาศ เพื่อปล่อยเช่ารองรับนักท่องเที่ยวชาติตนเอง กลุ่มผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลาง (UK, Germany, France & Middle East) สัดส่วน: กลุ่มกำลังซื้อคุณภาพสูง เหตุผลการซื้อ: มองหาบ้านพักหลังเกษียณ (Retirement Home) หรือ บ้านพักตากอากาศช่วงฤดูหนาว โดยกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มให้ความสนใจวิลล่าตากอากาศขนาด ใหญ่เพื่อพักผ่อนกับครอบครัวใหญ่ และกลุ่มผู้ซื้อชาวไทย สัดส่วน: คิดเป็นประมาณ 15% – 25% ของตลาดอสังหาฯ ระดับพรีเมียม เหตุผล การซื้อ: กลุ่มคนในกรุงเทพมหานครระดับบน ซื้อเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับพักผ่อน กระจายการ ลงทุน และใช้เป็นสินทรัพย์ส่งต่อให้ลูกหลาน


ส่วนแนวโน้มความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ตกำลังอยู่ในช่วง Structure Shift จากเดิมที่เป็นเพียง "เมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตามฤดูกาล" ไปสู่ "เมืองศูนย์กลางการอยู่อาศัยและ การลงทุนระยะยาวระดับนานาชาติ" จาก. Demographic Shift 

กลุ่มอินเดียและตะวันออกกลางเติบโตโดดเด่น ชาติตะวันออกกลาง (เช่น UAE, ซาอุดีอาระเบีย) และ อินเดียเข้ามามีบทบาทสูงขึ้นอย่างมาก โดยกลุ่มตะวันออกกลางนิยมวิลล่าหรูสำหรับครอบครัวใหญ่ ส่วนกลุ่มอินเดียนิยมห้องชุดขนาด 1 ห้องนอนเพื่อลงทุนและปล่อยเช่า ขณะที่ชาวยุโรปและรัสเซียยังคงเป็นฐานหลัก รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS รวมถึงยุโรปตะวันตก (อังกฤษ, เยอรมนี,สแกนดิเนเวีย) ยังคงเป็นกำลังซื้อสำคัญ โดยขยับพฤติกรรมจากการพักผ่อนชั่วคราวมาเป็นการย้าย ถิ่นฐานแบบ Long-stay / Relocation เพื่อหลบเลี่ยงความขัดแย้งทางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศ ผู้ซื้อมีอายุน้อยลง (Younger Buyers): กลุ่ม Digital Nomads, ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และนักลงทุน รุ่นใหม่ที่มีรายได้สูงแบบรีโมต (High-Income Remote Workers) เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้ชีวิตและทำงานไปพร้อมกัน

รูปแบบอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ต้องการ Branded Residences & Wellness Living: คอนโดและวิลล่าที่พ่วงบริการระดับโรงแรม 5 ดาว หรือ โครงการที่เน้นสุขภาพ (Eco & Health-conscious) ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากสร้างความมั่นใจเรื่องการ บริหารจัดการและมาตรฐานบริการ วิลล่าตากอากาศระดับ 30–50 ล้านบาท (Mid-to-High Luxury): เป็นระดับราคาหลักที่ได้รับการ ตอบรับดีที่สุดจากต่างชาติ การขยายตัวสู่พื้นที่ตอนกลางและตะวันออก พื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตก (เช่น บางเทา, เชิงทะเล, กมลา) เริ่มหาที่ดินพัฒนาได้ยากและราคาสูงขึ้นมาก ผู้พัฒนาและผู้ซื้อต่างชาติจึงขยับเข้าสู่พื้นที่รอบนอกที่มี ความสงบ เช่น ถลางตอนบน, ศรีสุนทร, ไม้ขาว, ป่าคลอก และฉลอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: โครงการขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตเฟสใหม่ และการปรับปรุง โครงข่ายคมนาคมทางถนน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทาง มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) ในระดับสูง 6% – 8% ต่อปี