คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
ในที่สุด พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ก็กะเตง พล.ท.นรธิป โพยนอก ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ที่ถือเป็น “ข้าวนอกนา ปลาผิดน้ำ” ไม่ไหว จำเป็นต้องย้ายไปนั่งในตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เข้าไลน์ 5 เสือกองทัพบกก่อนเกษียณฯ ปี 2570 เพราะสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงมากขึ้นห้วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข่าวว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ถึงกับเอ่ยปาก “แม่ทัพยูร” อยู่ต่อไม่ได้ และไปกระซิบกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สื่อสารไปยัง ผบ.ทบ. ให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ก่อนที่ไฟใต้จะยิ่งโชนเปลวไปมากกว่านี้
ก็เหมือนอย่างที่คอลัมน์นี้บอกมาตลอดว่า คนเคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ว่าจะถูกตีตราว่าเป็น “ขุนพลสู้แพ้” โดยเฉพาะ “ล้มเหลว” ต่อการแก้ปัญหาไฟใต้ สุดท้ายก็ได้รับบำเหน็จความชอบอวยยศ “พลเอก” ส่วนจะได้ตำแหน่งไหนก็ต้องดูว่ามีคอนเน็กชันกับ ผบ.ทบ.ระดับไหน
สำหรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม้จะเป็น “แม่ทัพที่พ่ายแพ้” ต่อขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น อีกทั้ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เจาะจงให้มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อมาตรการดับไฟใต้ การปูนบำเหน็จให้ขึ้นยศ “พลเอก” ในตำแหน่ง “ผู้ช่วย ผบ.ทบ.” จึงเป็นที่เข้าใจได้
ส่วนผู้ที่จะมาทำหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 คนใหม่คือ “แม่ทัพคิ้ว” พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน ซึ่งยังไม่อยากคาดเดาว่าจะเป็นผลดีต่อมาตรการดับไฟใต้หรือไม่ แต่ที่ฟันธงได้คือ ต้องทำงานหนักอีกเท่าตัวแน่ เพราะนอกจากปัญหาไฟใต้แล้วยังต้องสมาน “รอยร้าว” ภาวะ “เกียร์ว่าง” ที่เกิดจากการบริหารจัดการช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะมีการนำ “นายทหารจากต่างกองทัพภาค” เข้ามาทำหน้าที่บังคับบัญชาในตำแหน่งที่สำคัญๆ และโยกย้าย “ลูกหม้อ” ของกองทัพภาคที่ 4 ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นๆ ที่ทำให้เกิด “ช่องว่าง” จนทำให้กองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นก่อเหตุร้ายในพื้นที่ต่างๆ อย่างได้ผล
ยังดีที่วันนี้บีอาร์เอ็นไม่มุ่งทำร้าย “เป้าหมายอ่อนแอ” ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พระสงฆ์ ครู รวมถึงข้าราชการพลเรือน ทำให้ไม่เกิดภาพความสูญเสียที่หนักกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะกับพื้นที่ จ.นราธิวาส ที่เกิดเหตุรุนแรงหนักสุด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส ที่ถือเป็น “ข้าวนอกนา ปลาผิดน้ำ” เหมือนกัน เพราะถูกดึงตัวมาจากตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 และจะครบ 1 ปีในเดือนตุลาคมนี้เช่นกัน
การก่อเหตุร้ายใน จ.นราธิวาสช่วง 1 ปีมานี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐไปมากมาย ไม่เฉพาะคนวงในที่ทำงานการข่าวเท่านั้น ชาวบ้านต่างก็รับรู้ว่าปฏิบัติการทางการทหารในพื้นที่นอกจากจะทำให้ “เสียมวลชน” แล้ว ยังถือเป็นการ “ผลักประชาชน” ไปซบอกบีอาร์เอ็นมากขึ้นด้วย
ก็ต้องติดตามดูว่า สุดท้ายแล้ว พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ จะได้รับบำเหน็จความชอบด้วยหรือไม่ อย่างไร โดยจะได้นั่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 หรือกลับไปยังกองทัพภาคที่ 1 ถิ่นเก่า และที่สำคัญรัฐบาลและกองทัพจะยังคงนโยบายส่ง “นายทหาร” จากกองทัพภาคอื่นมาเป็นนั่ง “ผบ.ฉก.” และ “ผบ.กองกำลัง” ในจังหวัดชายแดนใต้อยู่อีกหรือไม่
ต้องยอมรับว่าความเป็น “ข้าวนอกนา ปลาผิดน้ำ” เวลานี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคืออุปสรรคสำคัญต่อมาตรการดับไฟใต้ เพราะแผ่นดินชายแดนใต้แตกต่างจากชายแดนด้านอื่นๆ ซึ่งนอกจากในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม ศาสนาและความเชื่อแล้ว ยังมีการ “บ่มเพาะ” จากขบวนการแบ่งแยกดินแดนมายาวนาน
วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับคิดเอาเองว่า การที่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นออกมา “ฟาดงวง ฟาดงา” ถือเป็นการ “ดิ้นเฮือกสุดท้าย” เพื่อตอบโต้ที่ “แนวร่วม” ในพื้นที่ถูกไล่ล่าและจับกุมจำนวนมาก ถือเป็นความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานที่ไร้ปัจจัยรองรับ เป็นการคิดเข้าข้างตนเองเสียมากกว่า
มีข้อเท็จจริงที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ปิดบังอำพรางไว้คือ กองกำลังติดอาวุธ รวมถึงฝ่ายการเมือง ฝ่ายศาสนา และฝ่ายเยาวชนของบีอาร์เอ็น “กุมสภาพ” พื้นที่ชายแดนใต้ไว้ได้แล้ว สิ่งนี้ชี้ชัดจากการก่อการร้าย มิพักต้องพูดถึงงานการเมืองและงานมวลชนที่ก็จัดว่า “ฝีมือเหนือกว่า” ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
โดยเฉพาะมี “คนรุ่นใหม่” ถูกนำเข้าสู่ขบวนการมากขึ้น แล้วกลับออกมาปฏิบัติการก่อการร้ายได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ สิ่งนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากหลักฐานวิทยาศาสตร์คือ ภาพจากกล้องวงจรปิดได้ฉายให้เห็นว่ามี “แนวร่วม” จำนวนมากทั้งในระดับผู้ดูต้นทาง ไปจนถึงผู้ปฏิบัติการช่วยเหลือกองกำลังติดอาวุธที่เข้าปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน
อีกทั้งยังมีสิ่งบอกเหตุถึงความ “ล้มเหลว” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ด้วย นั่นคือ การที่กองทัพออกมายอมรับว่าเคยกำหนดเป้าหมาย “ยุติไฟใต้” ไว้ในปี 2570 แล้วจะมีการ “ถอนทหาร” ออกทั้งหมดเพื่อมอบพื้นที่ให้แก่ “ฝ่ายปกครอง” รับไม้ต่อในการรักษาความสงบ เวลานี้ก็เป็นอีกหลักฐานชัดว่าไม่เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้
เวลานี้ยังจำเป็นต้องคง “กองกำลังทหาร 25,000 นาย” ให้ปฏิบัติการในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังฝ่ายปกครองที่เป็นชุด “คุ้มครองตำบล” ต่อไปแบบไม่มีกำหนด เพราะไม่มีปัจจัยอะไรที่เป็นสิ่งบอกเหตุว่า สถานการณ์ไฟใต้จะดีขึ้นจนทำให้มอดดับแบบ “ยุติไฟใต้” ได้แท้จริง
เวลานี้มีการ “เปลี่ยนระดับหัว” ที่มีผลต่อมาตรการดับไฟ ทั้ง “แม่ทัพภาคที่ 4” ในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” รวมถึง “เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) ซึ่งล้วนบ่งบอกถึง “ความล้มเหลว” ของมาตรการดับไฟใต้ที่ผ่านมาทั้งสิ้น เพราะถ้า 1 ปีที่ผ่านมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ทำไม่จึงต้องเปลี่ยนตัวกัน
นอกจากนี้ยังเตรียมแผน “ปรับโครงสร้างหน่วยงานดับไฟใต้” ขนานใหญ่ในปีงบประมาณ 2570 ตั้งแต่การตั้ง “มหาดไทยส่วนหน้า” ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สั่งการได้แบบบูรณาการกำลังตำรวจ ฝ่ายปกครองและทหาร การให้มี “สถานีตำรวจยุทธศาสตร์” ในพื้นที่ เป็นต้น นี่ก็เป็นอีกภาพสะท้อน “ความล้มเหลว” โดยประการทั้งปวง
ที่ผ่านมาก็ยืนยันมาตลอดว่า “โครงสร้าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” บูรณาการ 3 ฝ่ายได้ดีคือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง แต่ทำไมไม่มีผลต่อการเอาชนะบีอาร์เอ็นได้ หรือเพราะยังมากมาย “จุดอ่อน” และ “จุดบอด” จนทำให้มี “ช่วงว่าง” มากมายกลายเป็น “ปาหี่บูรณาการ” อย่างนั้นหรือ
หากยังไม่มีการศึกษาให้เห็น “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” ในของเดิมให้กระจ่างชัดเจน เป็นไปได้หรือไม่ที่แผนปรับโครงสร้างหน่วยงานดับไฟใต้ที่เตรียมไว้ดังกล่าวอาจจะนำไปสู่ “ความขัดแย้งใหม่” ทั้งในเรื่องของอำนาจหน้าที่และงบประมาณ ซึ่งอาจจะทำให้บีอาร์เอ็นได้มีโอกาสหัวเราะเยาะกันอีกคราครั้งก็เป็นได้
ในอดีตเคยมีหน่วยงาน “กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43)” ควบคู่กับ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” (ศอ.บต.) แต่ถูกยุบทิ้งไปก่อนที่จะมีหน่วยงานใหม่ในชื่อต่างๆ มากมายที่รับผิดชอบโดย “กองทัพ” และสุดท้ายกลายเป็น “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” นี่แสดงให้เห็นว่าการดับไฟใต้ก็ยังย้อนกลับไปใช้นโยบายที่เคยใช้ในอดีตอีกครั้ง
เช่นเดียวกับฝ่ายตำรวจที่ในอดีตเคยมี “สถานีตำรวจยุทธศาสตร์” ที่กลายเป็นเป้าหมายให้กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นโจมตีเกิดความสูญเสียบ่อยครั้ง จนต้องถูกสั่งยุบทิ้งจากฝีมือ พล.ต.อ.มาโนช ไกรวงศ์ อดีต ผบช.ภ.9 ในสมัยนั้น
ส่วนกรณี “มหาดไทยส่วนหน้า” ถามว่าเห็นด้วยไหม คำตอบคือ ก็เห็นด้วยนะ เพราะฝ่ายปกครองเข้าถึงงานการข่าว มวลชน การเมืองและการพัฒนา โดยเฉพาะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและตำแหน่งอื่นๆ อยู่ในทุกหมู่บ้านและตำบล ซึ่งหากได้รับความร่วมมือจากคนเหล่านั้น ย่อมเป็นผลดีต่อมาตรการดับไฟใต้แน่นอน
แต่ที่ต้องตั้งคำถามไว้ก่อนคือ บุคลากรฝ่ายปกครองทั้งแต่ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ จนถึงกองกำลังอาสารักษาดินแดน มีความพร้อมแค่ไหนในการเป็น “มหาดไทยส่วนหน้า” เพราะทุกวันนี้เน้นเพียงการรักษาฐานที่มั่นอย่าให้ถูกโจมตีก็ยุ่งยากพอแล้ว อีกทั้งยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่ขัดแย้งกับ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า”
สรุปแล้วอะไรๆ ในเวลานี้กลายเป็นว่าทั้ง “รัฐบาล” และ “กองทัพ” กำลังปรับแผนเพื่อเอาชนะบีอารอาร์เอ็นด้วยการ “นับหนึ่งกันใหม่” อีกครั้ง
เช่นเดียวกับ “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ที่ก็ได้หัวหน้าคณะคนใหม่คือ “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ท่ามกลางความวุ่นวายเมื่อเหล่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนอื่นๆ อาทิ พูโล และ มาราปาตานี ออกมาขอนั่งโต๊ะเจรจาด้วย ในขณะที่ขาใหญ่เดิม บีอารเอ็น ส่งตัวแทนมายื่นข้อเสนอขอให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “เขตปกครองตนเอง” หากไม่เป็นผลจะปฏิบัติการใหญ่ระลอกใหม่
ทั้งหมดทั้งปวงคือ “ความโกลาหล” บนแผ่นดินไฟใต้ภายใต้อุ้งมือของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่นอกจากจะนั่งบัลลังก์ “นายกฯ” และถ่างขาควบ “มท.1” แล้ว ยังต้องฉีกขาไปเป็น “ผอ.กอ.รมน.” ด้วย ในฐานะประชาชนเจ้าของภาษีอากรก็ต้องติดตามดูว่า นับจากนี้ไปไฟใต้จะค่อยๆ มอดดับหรือยิ่งโชนมากขึ้น


