กระบี่ - ปปช.จูงมือ ผู้ว่าฯ นำกำลังกว่า 30 นาย ลุยตรวจสอบนายทุนรุกแผ้วถางป่า “เขาอ่าวนาง” เนื้อที่กว่า 50 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน มองเห็นวิวทะเล พบตัดถนนเข้าพื้นที่ หวั่นฝนตกเขาพัง ดินถล่ม เร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินได้มาถูกต้องหรือไม่
เมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผวจ.กระบี่ พร้อมด้วย นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.และเจ้าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 30 นาย เข้าตรวจสอบเขาอ่าวนาง ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ ประกอบข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิ รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการร้องเรียนมีการบุกรุกพื้นที่ พบว่ามีพื้นที่ถกบุกรุกแผ้วถางเกือบ 50 ไร่ วิวทะเล มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ส่วนด้านล่างเป็นย่านธุรกิจติดชายหาดอ่าวนาง
จากการตรวจสอบพื้นที่พบว่า มีการตัดถนนขึ้นไปยังบนภูเขา กว้างประมาณ 4-5 เมตร บางแปลงมีประวัติการดำเนินการเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิมาตั้งแต่ช่วงปี 2547–2549 ก่อนมีการออกเอกสารสิทธิในลักษณะเฉพาะราย และต่อมามีการทยอยออกเอกสารจากการเดินสำรวจในช่วงปี 2557–2562
โดยประเด็นสำคัญที่คณะตรวจสอบให้ความสนใจ คือ มีพื้นที่บางส่วนที่เคยมีการดำเนินคดีหรือถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่มาก่อน แต่ภายหลังกลับปรากฏการออกเอกสารสิทธิขึ้นอีก จึงต้องตรวจสอบที่มาของการออกเอกสารสิทธิ กระบวนการพิจารณา รวมถึงหลักฐานการครอบครองและทำประโยชน์ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การออกเอกสารสิทธิสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ทั้งการเดินสำรวจและการออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าเอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเพิกถอนหรือแก้ไขให้ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน การลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริงในช่วงที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลหลายจุด ทั้งการนำวัสดุก่อสร้างและสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ มีรถยนต์เข้า–ออกอย่างต่อเนื่อง การขุดดินเพื่อทำทาง การปรับลานดิน การนำเหล็กเข้าไปเตรียมก่อสร้าง รวมถึงการเปิดพื้นที่จากสภาพป่าเดิมเพื่อเตรียมใช้ประโยชน์ในลักษณะที่อยู่อาศัยหรือกิจกรรมทางธุรกิจ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ปปช.ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นการเร่งปรับสภาพพื้นที่ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาทางกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ พื้นที่บางส่วนมีความลาดชันมากกว่า 35% และอยู่ในพื้นที่ที่มีมาตรการคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม การปรับพื้นที่หรือเปิดหน้าดินบนภูเขาจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังทลายของดินและดินสไลด์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก
เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียมในอดีตกับสภาพพื้นที่ปัจจุบัน พบว่าบางบริเวณในอดีตยังคงสภาพเป็นพื้นที่ป่า ไม่มีเส้นทางหรือสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ปัจจุบันกลับพบการเปิดพื้นที่ ทำถนน และปรับพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงพื้นที่ซึ่งเคยมีสิ่งปลูกสร้างเดิมและถูกดำเนินคดีมาก่อน โดยบางกรณีมีการนำสภาพสิ่งปลูกสร้างเก่ามาใช้เป็นหลักฐานอ้างถึงการครอบครองและทำประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพราะสิ่งปลูกสร้างบางแห่งอาจเคยถูกใช้ในลักษณะรีสอร์ตและถูกทิ้งร้าง ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันสิทธิในที่ดินได้โดยอัตโนมัติ
สำหรับพื้นที่ป่าเขาอ่าวนาง ถือเป็นพื้นที่ทำเลทองสำคัญของจังหวัดกระบี่ สามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลและอ่าวนาง จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และมีรายงานว่ามีการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ในมูลค่าสูง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หน่วยงานต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างใกล้ชิด
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ระบุว่า หากปล่อยให้มีการเปิดพื้นที่และบุกรุกขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง อาจไม่ใช่เพียงการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่ยังอาจนำไปสู่การเปิดพื้นที่ขึ้นไปตามแนวเขาจนถึงยอดเขา ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณด้านล่าง โดยเฉพาะปัญหาน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม
ในส่วนของหน่วยงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทั้งการขุดดิน ถมดิน การก่อสร้างอาคาร การขออนุญาตก่อสร้าง รวมถึงการนำระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและเส้นทาง เข้าสู่พื้นที่ หากพบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องควรตรวจสอบและระงับตั้งแต่ต้นทาง
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านที่ดินชี้แจงว่า การออกเอกสารสิทธิเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากหลักฐานการครอบครองและทำประโยชน์ รวมถึงข้อจำกัดของพื้นที่ หากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่ที่แสดงว่าเอกสารสิทธิอาจออกโดยไม่ชอบ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเพิกถอนได้
ด้าน ป.ป.ช.เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้คดีใดคดีหนึ่งสิ้นสุดก่อนจึงจะดำเนินการได้ หากหน่วยงานใดมีอำนาจตามกฎหมายและพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิด สามารถใช้กฎหมายในส่วนที่รับผิดชอบดำเนินการคู่ขนานกันไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพพื้นที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้จังหวัดกระบี่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ หน่วยงานด้านป่าไม้ หน่วยงานด้านอุทยานแห่งชาติ สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ และฝ่ายความมั่นคง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าวยังมีประเด็นที่ต้องติดตามว่าได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช.ระบุว่าประเด็นการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ต้องห้ามและพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างจริงจัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบว่า “ใครมีสิทธิในที่ดิน” แต่ยังเป็นการตรวจสอบว่า กระบวนการออกเอกสารสิทธิที่ผ่านมาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และระหว่างที่ยังมีข้อพิพาท หน่วยงานรัฐจะสามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ได้อย่างไร
เพราะทุกวันที่พื้นที่ป่าถูกเปิดหน้าดิน ถนนถูกตัดเข้าไป และสิ่งปลูกสร้างทยอยเกิดขึ้น อาจทำให้การฟื้นคืนสภาพพื้นที่ทำได้ยากขึ้น และหากพื้นที่ลาดชันถูกปรับเปลี่ยนจนเสียสมดุล ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนภูเขา แต่อาจส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ด้านล่างด้วย


