xs
xsm
sm
md
lg

“ครม.สัญจร” ผ่านไป แต่อะไรๆ บนแผ่นดินไฟใต้ก็ยังเหมือนเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
ครม.สัญจรครั้งแรกของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปิดฉากลงด้วยการโปรยงบประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาทกับ 199 โครงการตามการนำเสนอจากจังหวัดต่างๆ ส่วนจะทำได้แค่ไหน อย่างไร คงต้องติดตามต่อ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญกับ “ภาคใต้” และมาได้จังหวะกับความวิตกต่อ “อุทกภัย” ที่กำลังจะมาในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้
ประเด็นเยียวยาน้ำท่วมปีที่แล้วและการป้องกันที่จะมาถึงปีนี้ การสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ รถไฟรางคู่ไปยังปาดังเบซาร์และสุไหงโก-ลกเพื่อเชื่อมมาเลเซีย นิคมอุตสาหกรรมจะนะ เหล่านี้คือ โปรเจกต์ใหญ่ที่มีการนำเสนอใน ครม.สัญจร แต่ที่น่าสังเกตคือได้เห็นการเปิดเวทีให้ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้นำเสนอเข้ามาด้วย ถ้ารัฐบาลนำไปแก้ไขจริง ไม่ใช่เป็นเพียง “อีเวนต์” ที่จัดขึ้นเพื่อโปรยยาหอม ทางออก “ไฟใต้” ก็น่าจะหวังได้เสียที
แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังคาราคาซังและแก้ผิดทิศทางมาตลอดคือ การก่อการร้ายใน 3 จังหวัดได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ประกอบด้วย อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ถ้ารัฐบาลอนุทิน 2 ยังปล่อยให้ “กองทัพ” มีอำนาจจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเหมือนเดิม ขณะที่นายกรัฐมนตรีที่นั่งเป็น “ผอ.รมน.” ทำหน้าที่เพียง “รับทราบ” มากกว่าที่จะเป็นผู้ “กำหนดนโยบาย” แล้วจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้อย่างไร
ดังจะเห็นได้จากช่วงเกือบ 1 ปีมานี้ ไฟใต้ภายใต้ปีกโอบของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 สถานการณ์กลับกลาย มีแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ และจุดต่ำสุดก็น่าจะในเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วที่เอง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่มีการก่อเหตุร้ายโดยกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น แค่คืนเดียวก็กว่า 100 จุด
แสดงให้เห็นถึงความ “ล้มเหลว” ของงานมวลชนและการข่าว จนมีเสียงถามดังก้องว่า “งบฯ การข่าว” ไปกระจุกอยู่กับใคร? และวันนี้ ผอ.กองข่าว ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือใคร? ทำไมถึงทำหน้าที่ได้ “ห่วยแตก” ขนาดที่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามกว่า 500 คนที่ออกปฏิบัติการในค่ำคืนเดียวกว่า 100 จุด คนพวกนั้นยังทำอะไรก็ได้ แบบที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถล่วงรู้แม้แต่เป้าหมายเดียว
โดยเฉพาะการออกมาให้สัมภาษณ์สื่อของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แบบ “ตีไพ่โง่” บอกว่า รู้ข่าวว่าจะมีการก่อเหตุครั้งนี้มาเป็นเวลากว่า 2 เดือน อ้าว! ในเมื่อรู้แล้วทำไมจึงไม่มีการป้องกันเหตุให้ได้เห็นบ้าง ซึ่งถ้ารู้แล้วป้องกันเหตุไม่ได้นั่นจะมีประโยชน์อันใด ดังนี้แล้วจึงควรต้องมี “ผู้รับผิดชอบ” ในความผิดพลาด ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านพ้นไปเฉยๆ แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนที่ผ่านมา
หลายครั้งที่มีการก่อการร้ายในชายแดนใต้มักจบลงด้วยการการย้ายตำรวจระดับ “ผกก.” หัวหน้าโรงพัก และ ย้าย “ผบก.” หัวหน้าตำรวจระดับจังหวัด เพื่อให้เป็นผู้รับผิดชอบใน “ความบกพร่อง” ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงในแต่ละพื้นที่มีผู้รับผิดชอบร่วมกัน 3 ฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง แต่ที่ผ่านมากลับมีเพียง “ตำรวจ” หน่วยเดียวที่ต้องตกเป็น “แพะ” เท่านั้น
ความล้มเหลวทั้งงานการข่าวและงานป้องกัน “ผอ.กองข่าว” และโดยเฉพาะ “แม่ทัพภาคที่ 4” ต้องออกมารับผิดชอบ ออกมาขอโทษประชาชน หรืออย่างน้อยต้อง “พิจารณาตัวเอง” ไม่ใช่หลังเกิดเหตุแต่ละครั้งกลับมีแต่ “ยกแม่น้ำทั้งห้า” มาสาธยายเพื่อให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานาในการป้องกัน ซึ่งอันที่จริงปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นมันก็ดำรงอยู่มาแล้วต่อเนื่องกว่า 20 ปี
หน้าที่ของ “แม่ทัพ” ต้องนำกำลังพลและหน่วยงานแก้ไขและฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาไปให้ได้ ไม่ใช่นั่งมองปัญหาแล้วทำได้แค่เพียงก้าวข้ามโดยไม่มีการแก้ไข แต่กลับ “มีการใช้งบประมาณหมดเกลี้ยง” เมื่อเกิดความล้มเหลว เกิดความผิดพลาดก็ออกมา “โอดครวญ” ว่าไฟใต้แก้ยาก เพราะมีปัญหาและอุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ
และที่ต้องบอกว่า “น่าอนาถ” เป็นอย่างยิ่งคือ หน่วยเหนืออย่าง “กองทัพ” แทนที่จะมองเห็นถึงความล้มเหลวของบุคลากร และโดยเฉพาะผู้นำหน่วยอย่าง “แม่ทัพภาคที่ 4” ที่สอบไม่ผ่านการแก้ปัญหาไฟใต้ โดยการปรับรื้อทั้ง “ยุทธศาสตร์” และ “ยุทธวิธี” อีกทั้งเปลี่ยน “ตัวบุคคล” จนการทำหน้าที่ล้มเหลวไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแบบ “บกพร่องโดยสุจริต” หรือ “บกพร่องเพราะไร้ประสิทธิภาพ” ก็ตาม
แต่ “กองทัพ” กลับยังให้ผู้ที่ทำงานล้มเหลวได้ทำหน้าที่ต่อ ทั้งที่ผลงานช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า “นโยบายที่ปรับเปลี่ยนใหม่” นำมาใช้ก็ผิดพลาด แถมตัวบุคคลที่เลือกมาใช้ก็เป็นไปแบบ “ม้าผิดลู่ ปลาผิดน้ำ” แต่กลับยังให้อยู่ทำหน้าที่ดับไฟใต้ต่อไป โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อความต่อเนื่อง
ความจริงแล้ว “ความต่อเนื่อง” ในการให้อยู่ต่อ หรือการต่ออายุในตำแหน่งนั้นๆ ควรหมายถึงผู้ที่จะอยู่ต่อ ต้องเป็นผู้มีฝีมือ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างได้ผล ถ้าเป็นแบบนี้ชาวบ้านเขาเห็นด้วยแน่นอน แต่การให้อยู่ต่อด้วยการอ้าง “ความต่อเนื่องแห่งความล้มเหลว” อันทำให้เกิด “ความสูญเสียต่อเนื่อง” เช่นเดียวกัน เชื่อว่าประชาชนไม่มีใครเห็นด้วยแน่
ในเมื่อนโยบายความมั่นคงของประเทศยังคงไว้ให้ “กองทัพ” มีอำนาจอยู่เหนือ “รัฐบาล” เยี่ยงนี้แล้ว ประชาชนในชายแดนใต้ก็ต้องยอมรับแบบ “หวานอมขมกลืน” กันต่อไป ที่สำคัญเพื่อให้ พล.ท.นรธิป โพยนอก ได้ทำหน้าที่ “แม่ทัพภาคที่ 4” และ “ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ต่อไป เพื่อให้เป็น “ความต่อเนื่อง” ตามที่ ผบ.ทบ. ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นต้องการ
และหากสถานการณ์ไฟใต้ยังมีความรุนแรงและมีความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นก็ต้องถือว่าเป็น “คราวเคราะห์” ของประชาชน เพราะดูจากช่วงที่ผ่านมา 1 ปีเต็ม “เชื่อขนมกินล่วงหน้าได้เลย” ว่า สถานการณ์ในชายแดนใต้จะไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
นอกจากไม่สามารถป้องกันเหตุได้แล้ว วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ายังล้มเหลวในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” กับประชาชนด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดช่วงเวลานี้เช่นกันคือ คนส่วนใหญ่ในพื้นที่เชื่อว่า “ซอและ” ถูกยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ แม้ฝ่ายทหารจะยกเหตุผลมาอ้างอย่างไรก็ไม่เชื่อ จึงนับเป็นอุปสรรคใหญ่ยิ่งต่อมาตรการดับไฟใต้ เพราะเลือกที่จะเชื่อการสื่อสารของบีอาร์เอ็นมากว่าเจ้าหน้าที่รัฐ
ไหน “ท่านแม่ทัพ” ลองบอกหน่อยว่า จะแก้ปัญหาของความเชื่อมั่นดังกล่าวนี้อย่างไร?
หรือการย้าย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงวิเศษ จาก เสนาธิการกองทัพบก ให้ไปนั่ง “เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)” คนในพื้นที่ก็ยังเชื่อว่า เป็นการส่งเพื่อนร่วมรุ่นที่ “อกหัก” พลาดตำแหน่งสำคัญในกองทัพให้ไปกินตำแหน่งระดับ “ซี 11” ถือเป็นการปูนบำเหน็จก่อนเกษียณ ทั้งที่ “เสธปูด้วง” อาจะมีความสามารถและทำงานดีกว่า “ฉัตรชัย บางชวด” ที่เตะจากเลขาธิการ สมช.ให้ไปทำหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตีก็เป็นได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นผลจากประชาชนเชื่อไปแล้วว่า หน่วยงานอย่าง สมช.คือ “สุสาน” ของ “นายทหารอกหัก” จากกองทัพบก ที่ถูกส่งไปนั่งเลขาธิการ สมช.ก็เพื่อเป็นการ “ปลอบใจ” ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเงื่อนไขให้บีอาร์เอ็นนำไปใช้ประโยชน์ทำ “ไอโอ” โฆษณาชวนเชื่อกับคนในพื้นที่มาตลอดเช่นกัน
เช่นเดียวกันประชาชนก็เชื่อมายาวนานว่า “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ไม่มีความจริงใจในการดับไฟใต้ เพราะสิ่งที่ปรากฏชัดมีแต่เรื่องของผลประโยชน์ การเล่นพรรคเล่นพวก เครือข่ายเพื่อนร่วมรุ่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่พัวพันกับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยากจะแยกออก
บทสรุปคือ “พวกเรา” หรือ “หน่วยงานรัฐ” ต่างหากที่กำลังทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน จนอาจจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ในที่สุด โดยที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นแทบไม่ต้องออกแรงอะไรสักเท่าไหร่เลย