ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - นอภ.สิงหนคร จ.สงขลา สั่งทุกหน่วยเร่งตรวจสอบน้ำในคลองสทิงหม้อ หลังน้ำเปลี่ยนสี มีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย ปลาตายปริศนา อุตสาหกรรมจังหวัดเก็บตัวอย่างน้ำจากท่อระบายน้ำส่งตรวจห้องปฏิบัติการ คาดทราบผลภายใน 15 วัน กลุ่มอนุรักษ์ชี้ไม่ต้องการกล่าวโทษใคร แต่ต้องการให้คลองสทิงหม้อกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
จากกรณีปัญหาคุณภาพน้ำในคลองสทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผิดปกติ เปลี่ยนสี มีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย และปลาลอยตายเป็นจำนวนหนึ่งนั้น
วานนี้ (2 ก.ย.) นางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสิงหนคร สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีปลัดอาวุโสอำเภอ ประมงอำเภอสิงหนคร และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมประชุมกับตัวแทนชาวบ้านและกลุ่มอนุรักษ์คลองสทิงหม้อ เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูคุณภาพน้ำ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดได้เก็บตัวอย่างน้ำจากท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่งตรวจห้องปฏิบัติการ โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 15 วัน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
สิบตำรวจโทไพโรจน์ ตาแก้ว ปลัดอาวุโสอำเภอสิงหนคร เปิดเผยว่า นายอำเภอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทันทีที่ได้รับรายงาน พร้อมหารือร่วมกับผู้นำท้องถิ่นในตำบลรำแดงและตำบลทำนบ โดยเตรียมเสนอจัดตั้ง คณะกรรมการดูแลคลองสทิงหม้อ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือประชาชน หากพบว่าน้ำในคลองเปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือพบสัตว์น้ำตาย ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาสาเหตุและป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลาม
ด้านตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์คลองสทิงหม้อ ระบุว่า ปีนี้สถานการณ์แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างชัดเจน โดยพบว่าน้ำมีสีแดงและมีกลิ่นแอมโมเนียก่อนเกิดเหตุปลาตาย ก่อนที่กลิ่นจะรุนแรงขึ้นหลังปลาเริ่มเน่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวบ้านไม่ต้องการกล่าวโทษหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใด แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันค้นหาสาเหตุ ป้องกัน และฟื้นฟูคลองสทิงหม้อให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
สำหรับ คลองสทิงหม้อ มีความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร ไหลผ่าน 5 ตำบลของอำเภอสิงหนคร ได้แก่ ตำบลสทิงหม้อ ตำบลทำนบ ตำบลรำแดง ตำบลม่วงงาม และตำบลวัดขนุน ตลอดแนวคลองมีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งตั้งอยู่ แม้ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุลักษณะคล้ายกัน แต่ผลการตรวจสอบยังไม่สามารถระบุความผิดปกติหรือหาต้นเหตุได้อย่างชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงและหามาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำอีกครั้ง


