xs
xsm
sm
md
lg

ดีเอสไอนำทีมสางปมที่ดิน สปก.ทับ ส.ค.1 จ.ปัตตานีกว่า 82 ไร่กระทบชาวบ้าน 800 ครัวเรือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัตตานี - ดีเอสไอจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่สางปมที่ดินพิพาท พบ ส.ป.ก.ทับ ส.ค.1 ตามที่ชาวบ้านร้องเรียนกว่า 147 แปลง รวมกว่า 82 ไร่ กระทบชาวบ้าน 800 ครัวเรือน

วันนี้ (27 ส.ค.) นายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานปฎิรูปที่ดินจังหวัดปัตตานี สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี สาขาปะนาเระ เทศบาลตำบลลางา กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ศูนย์นิติธรรมสมานฉันท์จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาทนายความ เป็นต้น ลงพื้นที่ดำเนินการรังวัดที่ดินตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน หรือ ส.ค.1 ของประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาออกโฉนดที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี สาขาปะนาเระ

การดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ประชาชนในตำบลลางาได้ยื่นคำร้องต่อศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีอ้างว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดปัตตานีออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ทับซ้อนกับหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน หรือ ส.ค.1 ของชาวบ้าน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนประมาณ 800 ครัวเรือน และไม่สามารถนำที่ดินตามหลักฐาน ส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดินได้ จึงขอให้ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษฯ พิจารณาให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องไว้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

ภายหลังได้รับเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในตำบลลางา พบว่าพื้นที่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างอยู่ในบริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลลางา และพบการออกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดปัตตานี ทับซ้อนกับหลักฐาน ส.ค.1 ของประชาชน จำนวน 119 ราย รวม 147 แปลง เนื้อที่ประมาณ 82 ไร่ 78 ตารางวา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ในหมู่บ้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและขอบเขตของปัญหาอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังพบกรณีกลุ่มบุคคลนำเครื่องจักรกลหนักและรถแบ็กโฮเข้าไปขุดดินในพื้นที่ ซึ่งอาจเข้าข่ายการบุกรุกหรือยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบ เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จากการสอบถามสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดปัตตานี ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและยังไม่ได้จัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์

กรณีดังกล่าวจึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าการที่บุคคลนำรถแบ็กโฮเข้าไปขุดดินในพื้นที่ป่าไม้มีลักษณะเป็นการก่นสร้าง แผ้วถาง ทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกระทำความผิด อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ แนวเขตที่ดิน และข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อันเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม และให้การดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นไปตามกฎหมายต่อไป

นายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ดีเอสไอและสำหนักงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สปก. สำนักงานที่ดิน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สภาทนายความจังหวัดชายแแดนภาคใต้ ได้มาร่วมกันรางวัดพื้นที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลลางา อ.มายอ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานได้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งจะนำไปออกโฉนดที่ดิน ก่อนจะถึงขั้นนั้น เราต้องรางวัดพื้นที่ที่ดินให้ชัดเจนก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนกี่ไร่ จากนั้นก็ให้ศูนย์นิติธรรมยืนคำร้องต่อศาล เพื่อไตร่สวนพิสูจน์ทราบเจ้าของที่แท้จริง ที่มีส.ค.1 เพื่อออกโฉนดที่ดิน

จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีทั้งหมด 190 แปลง ครอบคลุมหลายหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลลางา ซึ่งตอนนี้เราดำเนินการในสวนแปลงที่มีข้อมูลครบถ้วน ส่วนแปลงที่ข้อเท็จจริงอย่างขาดอยู่ก็ค่อยๆ รวบรวมหลักฐาน
ทราบว่าที่ผ่านมาประชาชนรอมาอย่างยาวนาน 10 ปี 50 ปี เพื่อโฉนดที่ดิน และหน่วยราชการดำเนินการช่วนเหลืออย่างเต็มที่ เพื่ออำนวนความยุติธรรมแก่ประชาชน

ฉะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อได้มาแล้วต้องรักษาไว้ให้ดีในเรื่องของการซื้อขาย การจำนอง การขายฝาก ถือว่าเป็นมรดกสืบทอดต่อๆ กันมา เราควรจะต้องรักษาไว้ให้ดี อย่าไปขายฝาก อย่าไปจำนอง ทำอย่างนั้นที่ดินที่เราถือครองก็อาจจะหลุดมือไปในอนาคต

นายหัสดิน เย็ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ลางา อ.มายอ เปิดเผยว่า ตนครอบครองที่ดินเมื่อปี 2553 จากเจ้าของเดิม และตนก็ได้บนล้มวัวไว้ทำกิน ถ้าตนได้โฉนดในพื้นที่นี่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทุกคนก็ตามหาจะเอาสิทธิ์คืน เพราะชาวบ้านบางคนมี ส.ค.1 มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย และเป็นโอกาสที่ดี ที่ดีเอสไอ สปก. สภาทนายความช่วยดำเนินเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จ ลำพังตนคนเดียวคงไม่มีแรงดำเนินการ ลำพัง สปก.อย่างเเดียวก็อาจจะช้า พอทุกภาคส่วนมาร่วมแก้ไขร่วมกันทำให้ดำเนินการต่างๆ รวดเร็ว

นี่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องบอกลูกหลานว่า อย่าขายที่ดิน เพราะกว่าจะได้ที่ดินมาไม่ใช้เรื่องง่ายๆ จงรักษาไว้ให้ดี