xs
xsm
sm
md
lg

มอง 51 จุดป่วนชายแดนใต้ เกมความรุนแรงก่อนขึ้นโต๊ะพูดคุยสันติสุขกับยุทธศาสตร์ใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย.. ศูนย์ข่าวภาคใต้

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม ไม่ใช่เพียงเหตุ “ก่อกวน” ที่เกิดขึ้นเป็นจุดๆ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของบีอาร์เอ็นในการกระจายปฏิบัติการออกไปในหลายพื้นที่

และที่สำคัญเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่กระบวนการพูดคุยสันติสุขกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า สรุปว่า ตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม จนถึงเวลา 24.00 น. เกิดเหตุการณ์รวม 51 จุด แบ่งเป็นจังหวัดนราธิวาส 22 จุด ปัตตานี 11 จุด และยะลา 18 จุด โดยมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 2 รายในจังหวัดนราธิวาส

คำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบคือ เหตุใดจึงเลือกก่อเหตุในช่วงเวลานี้ และความรุนแรงจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกันต้องการส่งสัญญาณอะไร

เป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างความสูญเสีย แต่อยู่ที่การสร้างอำนาจต่อรอง

ในมุมมองด้านความมั่นคง เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้มุ่งโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุดในทุกพื้นที่ หากแต่เป็นการกระจายเหตุการณ์ออกไปหลายจุด ทำให้รัฐต้องกระจายกำลัง ขณะเดียวกันก็สร้างความหวาดกลัวและความรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ


นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมินว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า โดยคาดว่าอาจกลับเข้าสู่โต๊ะพูดคุยในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บีอาร์เอ็นอาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนเข้าสู่การเจรจา เพราะหากฝ่ายรัฐรีบเข้าสู่โต๊ะโดยอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ก็อาจถูกกดดันให้ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายขึ้น
หากมองผ่านแนวคิดที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างต่อเนื่องต่อยุทธศาสตร์ของบีอาร์เอ็นก็จะเห็นภาพว่า “ความรุนแรง” กับ “การพูดคุย” ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องมือที่ขัดแย้งกัน แต่ถูกใช้ควบคู่กันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ในมุมมองของนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ส.ว.สายสื่อ โฆษกคณะกรรมาธิการการทหารฯ ชี้ว่าแผนร้ายของบีอาร์เอ็นคือการใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขู่ทั้งรัฐและประชาชน โดยให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็น “ตัวประกัน” ทางยุทธศาสตร์ กล่าวคือ เมื่อใดที่ความรุนแรงเกิดขึ้น ประชาชนจะเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่น

และเมื่อประชาชนต้องการให้ความรุนแรงยุติลง แรงกดดันดังกล่าวก็ย้อนกลับไปกดดันรัฐให้เร่งเข้าสู่กระบวนการพูดคุยและยอมเดินเข้าสู่เงื่อนไขการเจรจาที่ฝ่ายก่อเหตุต้องการได้

ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยย้ำหลักการสำคัญในการพูดคุยอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. ยุติการใช้ความรุนแรง 2. พัฒนาร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม และ 3. การพูดคุยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย

ทุกข้อก็ถูกปฏิเสธจากฝ่ายบีอาร์เอ็นมาโดยตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อการพูดคุยสันติสุขต้องสะดุด หลังเกิดเหตุรุนแรงในจังหวัดนราธิวาส โดยนายฐนัตถ์ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯ สั่งเลื่อนการพูดคุยที่เดิมคาดว่าจะมีขึ้นในเดือนกันยายนออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมตั้งคำถามไปยังฝ่ายบีอาร์เอ็นว่า เหตุใดจึงเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในช่วงที่การพูดคุยกำลังเดินหน้า

หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ประเมินล่าสุดว่า การพูดคุยอาจเดินหน้าอีกครั้งช่วงปลายเดือนตุลาคม เหตุการณ์ 51 จุดในคืนวันที่ 22 สิงหาคม จึงยิ่งถูกจับตามองในฐานะเหตุการณ์ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมสภาพแวดล้อมก่อนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

นายฐนัตถ์ประเมินอีกปัจจัยว่า ช่วงเวลานี้ใกล้กับการสับเปลี่ยนกำลังทหาร ฝ่ายก่อเหตุอาจมองเห็นช่องว่างในการประเมินว่า เจ้าหน้าที่มีจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ตรงไหน

นั่นหมายความว่าเหตุ 51 จุดอาจมีเป้าหมายมากกว่าการก่อกวนประชาชน เพราะยังเป็นการ “ทดสอบระบบรักษาความปลอดภัย” ของรัฐไปพร้อมกัน ว่า การกระจายกำลัง การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ และการประสานงานระหว่างหน่วยต่างๆ มีประสิทธิภาพเพียงใด

ยิ่งเหตุเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ รัฐยิ่งต้องแบ่งกำลังออกไปตอบสนองหลายจุด การกระจายกำลังเช่นนี้ย่อมสร้างภาระให้ฝ่ายความมั่นคงและเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุตรวจสอบขีดความสามารถของรัฐได้


นายฐนัตถ์ยังระบุว่าเหตุบางส่วนมีลักษณะเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปยังสถานที่และทรัพย์สินของทางราชการ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อีกด้านหนึ่ง “การปราบปรามยาเสพติดและของเถื่อน” ก็อาจเป็นชนวนสำคัญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มองว่าการกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมาย การตรวจค้น ยึดทรัพย์ ตลอดจนการปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การตอบโต้

ประเด็นนี้สอดคล้องกับการประเมินของนายฐนัตถ์ที่ระบุว่า ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะนราธิวาสและปัตตานี มีการจับกุมสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติดจำนวนมาก จึงต้องแยกวิเคราะห์ว่าเหตุแต่ละจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มใด และมีแรงจูงใจแตกต่างกันหรือไม่

ด้านปิยะโชติ อินทรนิวาส อดีตสื่อมวลชนอาวุโสซึ่งติดตามปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งข้อสังเกตต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ในหลายประเด็น

ประเด็นแรกคือ การที่เหตุการณ์ 51 จุดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันและกระจายไปทั้งยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สะท้อนว่า BRN ยังมี “ศักยภาพ” ที่จะรุกและกำหนดสถานการณ์ในพื้นที่ได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวกลับสะท้อน “ความล้มเหลวแบบปกติ” ของหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่โดยตรง

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุพร้อมกันจำนวนมาก คำถามย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า การข่าวอยู่ตรงไหน การป้องกันอยู่ตรงไหน และเหตุใดรัฐจึงไม่สามารถหยุดยั้งเครือข่ายปฏิบัติการได้ก่อนที่จะลงมือ

อีกข้อสังเกตที่น่าสนใจของนายปิยะโชติ คือ ปฏิบัติการครั้งนี้อาจสะท้อนว่ากระบวนการบ่มเพาะสมาชิกใหม่ของบีอาร์เอ็นกำลังพัฒนาไปอีกระดับ จากเดิมที่คนรุ่นใหม่อาจอยู่ในขั้นสนับสนุนหรือสร้างแนวร่วม ไปสู่การให้ “นักรบหน้าขาว” เข้ามาร่วมปฏิบัติการกับระดับแนวร่วมและกองกำลังมากขึ้น

อีกมุมหนึ่งที่น่าจับตาคือคำว่า “การค้าสงคราม” ซึ่งนายปิยะโชติใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างผลประโยชน์ที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ

ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงมาเป็นเวลานาน ความขัดแย้งไม่ได้ดำรงอยู่เพียงระหว่างรัฐกับขบวนการติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังอาจมีผลประโยชน์ เครือข่ายอาชญากรรม ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย อาวุธ และระบบเศรษฐกิจใต้ดินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น การปราบยาเสพติดและการยึดทรัพย์ตามที่รัฐบาลดำเนินการจึงอาจไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ และทำให้เกิดแรงต้านหรือการตอบโต้ แม้เหตุแต่ละจุดจะยังต้องรอหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มใด
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการวิเคราะห์เหตุการณ์ 51 จุดแบบมิติเดียวอาจไม่เพียงพอ

คำถามใหญ่ที่สุดหลังเหตุการณ์วันที่ 22 สิงหาคม จึงอาจไม่ใช่ว่า “จะจับคนร้ายได้กี่คน” แต่คือ “รัฐจะตอบสนองต่อเกมนี้อย่างไร”


หากบีอาร์เอ็นสร้างเหตุการณ์จำนวนมากในช่วงก่อนการพูดคุย แล้วทำให้รัฐต้องรีบกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ เท่ากับว่าความรุนแรงประสบความสำเร็จในฐานะเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรอง

แต่หากรัฐสามารถรักษาความมั่นคงไปพร้อมกับเดินหน้าพูดคุย โดยไม่ยอมให้ความรุนแรงกลายเป็นเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องยอมรับข้อเสนอใดๆ กระบวนการพูดคุยก็จะมีโอกาสอยู่บนพื้นฐานที่สมดุลกว่า

ในทางกลับกัน รัฐเองก็ต้องตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพของการข่าวอย่างจริงจัง เพราะเหตุที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 51 จุดย่อมเป็นสัญญาณที่ไม่ควรถูกมองข้าม

นายฐนัตถ์ยอมรับว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงมีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมระบุว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อจำแนกว่าเหตุแต่ละพื้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มใด

เหตุการณ์ 51 จุดในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จึงอาจมองได้มากกว่าเหตุป่วนชายแดนใต้ธรรมดา แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งการเตรียมเข้าสู่กระบวนการพูดคุย การทดสอบศักยภาพของรัฐ การตอบโต้การปราบปรามยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงความพยายามรักษาศักยภาพในการปฏิบัติการของขบวนการก่อความไม่สงบ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงจำนวน 51 จุด แต่คือความหมายของมัน เพราะหากความรุนแรงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐต้องยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาตามเงื่อนไขของฝ่ายก่อเหตุ สุดท้ายผู้ที่ต้องจ่ายราคากลับไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในโต๊ะเจรจา แต่เป็นประชาชนธรรมดาในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ประชาชนต้องอยู่กับเสียงระเบิด ต้องหยุดกิจการ ต้องหวาดระแวง ต้องเผชิญความเสียหายต่อทรัพย์สิน และต้องตั้งคำถามทุกครั้งว่าคืนนี้จะเกิดเหตุขึ้นที่ใดอีก

นี่คือสิ่งที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “การใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน” มีความหมายในทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะแม้ประชาชนจะไม่ได้ถูกจับมัดด้วยอาวุธ แต่ชีวิตและความหวาดกลัวของพวกเขากำลังถูกนำไปใช้เป็นแรงกดดันต่อรัฐ

ดังนั้น หากรัฐไทยจะกลับเข้าสู่โต๊ะพูดคุยสันติสุขอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคมนี้ สิ่งที่ต้องไม่เกิดขึ้นก็คือการปล่อยให้ความรุนแรงกลายเป็นเครื่องมือต่อรอง การพูดคุยต้องดำเนินต่อไป แต่ต้องไม่ใช่การพูดคุยภายใต้เงาของปืนและเสียงระเบิด

และเหนือสิ่งอื่นใด รัฐต้องทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ถูกทิ้งให้เป็นเพียง “ตัวประกัน” ในเกมต่อรองระหว่างผู้ถืออำนาจสองฝ่ายอีกต่อไป