ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - รองประธานหอการค้าสงขลาสะท้อนความเหลื่อมล้ำจากเวทีเสวนาระดับประเทศ ชี้ส่วนกลางโตเดี่ยวทิ้งห่างภูมิภาค เสนอรัฐตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ วอนคนสงขลาลดอคติ เลิกเป็นปลากัด หันหน้าจับมือกันพัฒนาท้องถิ่นก่อนเศรษฐกิจเมืองหาดใหญ่จะวิกฤตไปกว่านี้
วันนี้ (22 ส.ค.) นายไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง "ในวันที่โลกก้าวไป โดยไม่ได้รอประเทศไทย... ในวันที่ประเทศไทยก้าวไป โดยไม่ได้รอจังหวัดสงขลา"
นายไพโรจน์ได้เขียนหลังจากเข้าร่วมงานเสวนาระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยระบุว่า ในเสวนานี้ ผมถามวิทยากรว่า ที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเพิ่งตั้งคณะทำงานขึ้นมากมายหลายคณะ มี “คณะทำงานกระจายความเจริญ” บ้างมั้ย? ฟังดูแล้วอาจเหมือนเป็นคำถามเชิงประชด แต่คำตอบที่ได้น่าแปลกใจกว่าคือ "ไม่เคยได้ยิน"
เสวนาวันนี้ ได้ผู้นำภาครัฐและภาคเอกชนทั้ง 76 จังหวัดมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ยังต้องเดินทางเข้ามาหาศูนย์กลาง ตรงกับที่หลายคนพูดกันมานานว่า ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ ก็คือประเทศไทย ...ผมจึงพูดปิดท้ายไปตรงๆ ว่า "ผมมาจากหาดใหญ่ ผมยังรู้สึกว่าผมอยู่ห่างไกลความเจริญอยู่เลย"
ที่น่าแปลกใจไปมากกว่านั้นคือ ในปีนี้ แต่ละจังหวัดถูกตัดงบประมาณพัฒนาจังหวัดเป็นจำนวนมาก จนผู้จัดถามว่า "เรายังควรมีแผนพัฒนาจังหวัดอยู่มั้ย เรายังควรได้รับงบประมาณพัฒนาจังหวัดอยู่มั้ย" ทุกคนก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ กันไป โดยไม่รู้ว่าจะเดินต่อกันยังไงในเรื่องนี้
ทำให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำคงไม่ใช่เพียงที่คุณเห็นคนรวยและคนจนในกรุงเทพฯ แต่ที่หนักกว่านั้นคือ กรุงเทพฯ เป็นเมืองโตเดี่ยว ที่ขนาดเศรษฐกิจต่างจากอีก 76 จังหวัดเป็นอย่างมาก ยิ่งเสวนาถาม-ตอบ กันไปมา ยิ่งทำให้รู้ว่า มีช่องว่างระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน และอีกมุมหนึ่งภาคเอกชนในจังหวัดต่างๆ ก็สะท้อนถึงอุปสรรคในการทำงานขับเคลื่อนให้ส่วนรวม รวมถึงช่องว่างในการประสานงานกับภาครัฐส่วนกลางในบางพื้นที่ ก็ยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ
ผมจึงขอเสนอให้มีการตั้ง “คณะทำงานกระจายความเจริญ” เหมือนที่เมืองจีนพยายามแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปโดยพยายามกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และทำงานในเชิงพื้นที่ (Area-based) ให้มากขึ้น
แต่จะว่าไป เมื่อรัฐบาลพยายามกระจายความเจริญมาให้ ภายในจังหวัดเอง ก็มักมีการเห็นต่างทางความคิดกันมากมาย จนบางครั้งเราก็ยังหาจุดร่วมกันไม่เจอว่าจะเดินต่อกันอย่างไร
ลองวางอคติลงสักนิด วางเรื่องเก่ากันไว้ก่อน ไม่ว่าฝ่ายใด แล้วมาร่วมกันเดินไปข้างหน้า เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน ...เพราะตอนนี้เราไม่มีเวลาเหลือให้เสียไปกับการหาจุดร่วมไม่เจออีกแล้ว
บ้านเรา หากจะเปรียบเทียบ คงไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ใช่ปลาเร็วกินปลาช้า แต่บ้านเราคือ "ปลากัด ที่สู้ยิบตา" จนบางครั้ง เราไม่ได้พยายามหันหน้ามาคุยกัน และบ้านเราก็ไม่ใช่สนามที่ต้อง"เอาชนะ" กันทางความคิด จนต้องส่งต่อความขัดแย้งไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ...ชัยชนะของกลุ่มหนึ่ง อาจกลายเป็นความสูญเสียของคนที่เหลือทั้งหมด ...หันหน้าเข้าหากันบ้าง เพราะผมเชื่อว่าทุกฝ่ายก็ต่างหวังดีต่อบ้านเมืองเหมือนกัน
และตอนนี้ สงขลาเราก็มาถึงจุดที่เราต้องช่วยกันเดินไปข้างหน้าเพื่อความอยู่รอด ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป ก่อนที่ SMEs จะทยอยหมดแรงไป...เด็กจบใหม่ก็ไม่มีงานทำ/รายได้น้อย/เป็นหนี้กยศ. ต้องไปทำงานกรุงเทพฯ ไปทำงานระยอง พี่น้อง3จังหวัดฯเราก็ต้องไปทำงานร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย หลายๆคนก็บ่นว่าหาดใหญ่/สงขลาเงียบ คนไม่มีกำลังซื้อ ขายของกันไม่ได้... เหล่านี้ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่เห็นเท่านั้น แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นมีปัญหาที่ท้าทายมากมาย ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของจังหวัดเราก็แผ่วลงเรื่อยๆ ..นี้ยังไม่นับปัญหาน้ำท่วมที่กระทบเศรษฐกิจอย่างมหาศาลอีก
ดังนั้น เมื่อมีโครงการพัฒนาเข้ามาในจังหวัดสงขลาหรือพื้นที่ใกล้เคียง ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันดูให้รอบด้าน อันไหนที่เป็นประโยชน์ก็ช่วยกันสนับสนุน อันไหนที่ยังมีข้อถกเถียง ก็ช่วยหาทางออกร่วมกัน ...มิเช่นนั้น เราก็จะต้องบ่นกันต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง เพราะหาดใหญ่เป็นเมืองการค้า การบริการ การศึกษา การแพทย์ ฯลฯ ที่ต้องอาศัยกำลังซื้อจากภายนอกมหาศาลเข้ามาใช้จ่าย "ถึงจะไปต่อได้"...


