ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กรอ. 5 จังหวัดชายแดนใต้ผลักดันโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมจะนะเข้าที่ประชุม ครม.สัญจร สงขลา หวังสร้างฐานการลงทุนและการจ้างงาน สบจังหวะเดินหน้าเต็มสูบหลัง ครม. มีมติเห็นชอบผลการศึกษา SEA เปิดทางพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นทางการ
วันนี้ (21 ส.ค.) มีรายงานว่า ในการประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร จ.สงขลา ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ จ.สงขลานั้น ได้มีพูดถึงโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ จ.สงขลา โดยโครงการดังกล่าวจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่หลังท่า มูลค่ารวม 18,680 ล้านบาท
ในการประชุมดังกล่าว ได้มีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือ กรอ. 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อรวบรวมข้อเสนอโครงการพัฒนา และการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะน้ำท่วม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ ดึงการลงทุนเข้าพื้นที่ และยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองโครงการเพื่อเสนอ ครม.ต่อไป
ในส่วนของภาคเอกชนได้กล่าวถึงโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ โดยระบุว่า มีการเตรียมพื้นที่ไว้แล้วบางส่วน ต้องการให้รัฐบาลนำโครงการกลับมาพิจารณาเพื่อสร้างฐานการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่
ที่สำคัญ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยใน SEA ดังกล่าว ครม.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้ สศช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 หลังเกิดการคัดค้านโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ
ด้านนายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมนำเรื่องกลับมาหารือเพิ่มเติมกับผู้ลงทุน แต่หากจะเดินหน้าโครงการ จะต้องกำหนดเงื่อนไขให้เกิดประโยชน์กับประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษา การจ้างงาน และการเปิดโอกาสให้ลูกหลานในพื้นที่เข้าถึงงานที่เกิดจากการลงทุน
"การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ รวมถึงโครงการลงทุนอื่นๆ หากเกิดขึ้นได้จริง จะเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นเศรษฐกิจและสร้างงานในพื้นที่ เพราะเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คือ ทำให้คนในพื้นที่มีอาชีพและรายได้เพียงพอที่จะเลือกกลับมาทำงานอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิด แทนการต้องเดินทางออกไปทำงานในประเทศมาเลเซีย" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีรายได้ต่อหัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเน้นโครงการที่ดำเนินการได้รวดเร็ว ใช้งบประมาณไม่สูง และสร้างผลทางเศรษฐกิจได้ทันที โดยเฉพาะการกระตุ้นการค้า การท่องเที่ยว และการสร้างอาชีพ
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจัดตั้งโรงไฟฟ้า รวมถึงการนำที่ดินสาธารณะมาให้ประชาชนเช่าเพื่อประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งบางพื้นที่ได้สำรวจและดำเนินการด้านการพิสูจน์สิทธิ์ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุม ปรากฏว่า นายชนธัญ แสงพุ่ม หรือ “ดร.เจ๋ง” รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งเคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ จ.สงขลา ที่จะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่หลังท่า มูลค่ารวม 18,680 ล้านบาท มาตั้งแต่ต้นเข้าร่วมประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีข่าวว่า นายชนธัญ แสงพุ่ม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ในการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ทำให้ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างรวมตัวกันคัดค้าน
สำหรับรายละเอียดของผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ที่ ครม.มีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่ สศช.เสนอ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนั้น มีรายละเอียดดังนี้
1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -28 สิงหาคม 2568
2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป
ผลการศึกษาดังกล่าว ระบุว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562 อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ 1.อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร 2.อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ และ 3.อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต เพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 มอบหมาย ให้ สศช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดให้มีการจัดทำ SEA และแผนแม่บทต่าง ๆ โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ และให้หน่วยงานของรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรอผลการประเมิน SEA ให้เป็นที่ยุติก่อนดำเนินการต่อไป
หลังการทำ SEA จนนำไปสู่การทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ว่า เป้าหมายการพัฒนา ตั้งไว้ว่า การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ส่วนจังหวัดปัตตานีเป็นฐานทรัพยากรอาหารฮาลาล ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
เป้าหมายการพัฒนาย่อย มีดังนี้ 1.การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ 2.การยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรมทางสังคมและสันติสุข และ 3.การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน
พื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี ระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2571 - 2575
ตัวอย่างตัวชี้วัด เช่น 1.อัตราการเติบโตของ GPP ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม อัตราการเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยว และสัดส่วนกำลังติดตั้งไฟฟ้าทดแทนต่อการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม 2.ร้อยละของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อประชากร อายุ 15-17 ปี และอันดับความเป็นเมืองน่าอยู่ตามค่าดัชนีความก้าวหน้าของคน และ 3.ปริมาณการจับสัตว์ต่อหน่วยการลงแรงประมง และสัดส่วนปริมาณขยะที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
แนวทางการพัฒนา มีดังนี้
(1) การเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปศุสัตว์และสัตว์น้ำให้มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
(2) อุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรหลัก
(3) การท่องเที่ยวและบริการ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว อาทิ ถนน ท่าเรือ และการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรวมถึงเมืองเก่าสู่มรดกโลก
(4) การค้าและการคมนาคมขนส่ง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทุกรูปแบบ (ถนน รถไฟทางคู่)
(5) การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญทั้งทางบกและทางน้ำ
(6) การลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยจัดการปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วม/น้ำแล้ง
(7) การจัดการขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการขยะอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพ
ตัวอย่างแผนงานสำคัญ เช่น
- แผนงานด้านการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง (ผลิตภัณฑ์ยางพารา)
- แผนงานด้านการพัฒนาสินค้าและบริการของ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีให้มีมาตรฐานฮาลาล (การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานฮาลาล)
- แผนงานด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน (เมืองอัจฉริยะเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ)
- แผนงานด้านทรัพยากรมนุษย์ (การพัฒนาโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้)
- แผนงานโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (ขยายโครงข่ายดิจิทัลและแพลตฟอร์มโลจิสติกส์อัจฉริยะ)
การขับเคลื่อนแผนแม่บท
การพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ สู่การปฏิบัติ ดำเนินการผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) รวมทั้งคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการในการกำกับ ประสาน และบูรณาการแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด/แผนกลุ่มจังหวัดแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และแผนของ อปท. เพื่อเสนอ ก.น.บ. พิจารณา
ทั้งนี้ สศช. แจ้งว่า การจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ จะสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และใช้แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เป็นกรอบและทิศทางให้แก่แผนพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่
คำนึงถึงความสมดุลของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


