ศูนย์ข่าวภูเก็ต - “พลพีร์” มท.2 ยอมรับ พบชาวอิสราเอลได้รับสัญชาติไทยจริง ถือบัตรประชาชนมานานกว่า 10 ปี เตรียมตรวจสอบย้อนหลัง เผยพบมากกว่า 1 ราย แต่ยังเปิดชื่อไม่ได้ ขณะที่ปมบริษัทนอมินีในภูเก็ตถูกขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน
วันนี้ (9 ส.ค.) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชาวอิสราเอลบางราย ซึ่งมีสถานะเป็นบุคคลระดับผู้บริหารและผู้นำทางศาสนา ได้รับสัญชาติไทย รวมถึงมีบัตรประชาชนไทยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บุคคลดังกล่าวได้รับสัญชาติไทยจริง และได้รับมานานกว่า 10 ปีแล้ว
นายพลพีร์ กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่มีการพิจารณาเรื่องสัญชาติ คาดว่าน่าจะมีเอกสารและหลักฐานที่ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อสงสัยเกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้อง ตรวจสอบย้อนหลังว่ากระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนกรณีมีบุคคลอื่นที่อยู่ในลักษณะเดียวกันและได้รับสัญชาติไทยเพิ่มเติมหรือไม่ นายพลพีร์ยอมรับว่า มีมากกว่า 1 ราย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบและสอบสวนให้ครบทุกด้าน “ไม่ว่าจะถือสัญชาติใด หากทำอะไรที่ผิดกฎหมาย สุดท้ายก็ต้องถูกดำเนินคดีอยู่ดี”
นายพลพีร์ ยังชี้แจงกรณี มีการระบุว่าบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยเป็นกรรมการ “ชาบัด” หรือศูนย์ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของชาวยิวว่า ข้อมูลดังกล่าวต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง โดยบุคคลที่ถูกกล่าวถึง ไม่ใช่กรรมการชาบัดโดยตรง แต่เป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ที่มีการจัดตั้งชาบัด
ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบคือโครงสร้างการถือหุ้นและการประกอบธุรกิจของบริษัทดังกล่าว ว่า มีลักษณะการใช้บุคคลไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือเข้าข่าย “นอมินี” หรือไม่
ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้ง การดำเนินธุรกิจ การถือหุ้น และเส้นทางการเงิน เพื่อพิสูจน์ว่าทุนที่นำมาใช้ประกอบธุรกิจมาจากแหล่งใด และเป็นเงินทุนของชาวต่างชาติหรือไม่
นายพลพีร์ กล่าวว่า หากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้าแทนต่างชาติ และมีหลักฐานทางการเงินยืนยัน ก็จะเข้าข่ายนอมินีอย่างชัดเจน และสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้
“เราไม่ได้กังวลว่าต่างชาติบางคนจะโอนสัญชาติเป็นสัญชาติไทยแล้ว หากประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการจดทะเบียนผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย” นายพลพีร์กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลเพื่อดำเนินการตรวจสอบ เส้นทางการเงินของบริษัทในพื้นที่ภูเก็ตนับร้อยแห่ง ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับโครงข่ายนอมินี โดยพบตัวเลขเบื้องต้นมากกว่า 100 บริษัท และมีรายได้รวมกันมากกว่า 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและขยายผล โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุน การทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
ขณะเดียวกัน มีข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ร้องเรียนถึงการขยายตัวของธุรกิจและชุมชนชาวอิสราเอลในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวสำคัญของป่าตอง
พื้นที่ดังกล่าวมีธุรกิจและบริการหลายประเภทที่รองรับนักท่องเที่ยวและชุมชนชาวยิว อาทิ ร้านอาหารที่ให้บริการอาหารโคเชอร์ ร้านค้า โรงแรม มินิมาร์ท ร้านซักรีด ร้านตัดผม ฟิตเนส ธุรกิจเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ เคาน์เตอร์ทัวร์ และธุรกิจด้านการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของชาวยิว หรือ “ชาบัด เฮาส์” ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวประกอบกิจกรรมทางศาสนาและความเชื่อในช่วงวันสำคัญต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการดำเนินธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน และโครงสร้างบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในพื้นที่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องรอผลการตรวจสอบและหลักฐานทางการเงินเพื่อยืนยันว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือเข้าข่ายนอมินีหรือไม่
กระทรวงมหาดไทยย้ำว่า การตรวจสอบจะดำเนินการโดยยึดข้อเท็จจริงและหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะถือสัญชาติใด หากพบการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


