ศูนย์ข่าวภูเก็ต - กรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เปิดเวที “ภูเก็ตจัดการตนเอง: แนวทางการกระจายอำนาจเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” ระดมความคิดเห็นแนวทางกระจายอำนาจสู่มหานครภูเก็ต พัฒนาภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ียวระดับโลก
วันนี้ (8 ส.ค.69) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ พร้อมคณะ จัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็น “ภูเก็ตจัดการตนเอง : แนวทางการกระจายอำนาจเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมี นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 1 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 2 ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม ณ โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ จ.ภูเก็ต
กิจกรรมในช่วงเช้าเป็นการอภิปรายในหัวข้อ “ภูเก็ตจัดการตนเอง : แนวทางการกระจายอำนาจเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น รองศาสตราจารย์พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกระจายอำนาจและรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับจังหวัดภูเก็ต และการอภิปรายในหัวข้อ “เสียงประชาชนกำหนดอนาคตภูเก็ต : ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ร่วมพัฒนาเมือง” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมสะท้อนสภาพปัญหาของเมือง ระบุและจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ตลอดจนร่วมกันออกแบบแนวทางแก้ไขและจัดทำข้อเสนอของประชาชนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต
นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า แนวคิด “ภูเก็ตโมเดล” ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยที่ผ่านมาเคยมีการดำเนินการมาแล้วในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดความต่อเนื่องได้ ดังนั้น การขับเคลื่อนในครั้งนี้ควรมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และสร้างกลไกที่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการเป็นแค่แคมเปญทางการเมืองของพรรครัฐบาล ที่เข้ามาดำเนินการเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาของภูเก็ตได้อย่างยั่งยืน
จากหลายปัญหา เช่น กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน บุคลากรและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปัญหาของจังหวัดภูเก็ตได้รับความสนใจในระดับประเทศ ทั้ง นอมินี การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และการบุกรุกหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณะ จึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการจังหวัดในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
คณะกรรมาธิการฯ จึงมุ่งศึกษาว่าจังหวัดภูเก็ตจะสามารถพัฒนารูปแบบการกระจายอำนาจและการจัดการตนเองได้อย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำ โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะไม่กำหนดรูปแบบจากส่วนกลางล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ “มหานคร” หรือรูปแบบอื่น แต่จะเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นและออกแบบรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งภายหลังการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายเพื่อเป็นแนวทางในการผลักดันการกระจายอำนาจและการจัดการตนเองของจังหวัดภูเก็ตต่อไป
ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตยังมีปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้ง จราจร การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ปัญหาผู้มีอิทธิพล การประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มมาเฟีย ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดของกฎหมายและระบบการบริหารจัดการที่อาจยังไม่สอดคล้องกับการเติบโตของจังหวัด จึงเห็นว่าควรมีการปรับโครงสร้างและกระจายอำนาจให้เหมาะสมกับบริบทของภูเก็ต โดยให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็น ได้แก่ อำนาจ งบประมาณ บุคลากร และภารกิจ เพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านอำนาจ จังหวัดควรมีอำนาจบริหารจัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่โดยตรง เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการถนนและสาธารณูปโภค ขณะที่ด้านบุคลากรควรจัดสรรกำลังคนให้เพียงพอต่อภารกิจของจังหวัด
นอกจากนี้ เสนอให้มี “สภาพลเมือง” เป็นกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของผู้บริหารจังหวัด รวมถึงติดตามการใช้งบประมาณ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำแหล่งท่องเที่ยวหรือแลนด์มาร์ก ตลอดจนการขยายระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า มีความพร้อมที่จะผลักดันข้อเสนอด้านกฎหมายเกี่ยวกับ “จังหวัดจัดการตนเอง” หรือ “ภูเก็ตมหานคร” เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยจะให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้รูปแบบการบริหารจัดการจังหวัดเกิดจากการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่
ขณะที่ ดร.ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น กล่าวว่า แนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการบริหารราชการให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ จึงควรมีโครงสร้างอำนาจในการจัดบริการสาธารณะที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การกระจายอำนาจควรเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจและอนุญาตในเรื่องที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายได้เอง เช่น การประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจสปา รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ป่าไม้ โดยพิจารณาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ขณะที่ส่วนกลางยังคงทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐาน
ด้านงบประมาณ ควรจัดสรรรายได้และภาษีที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลับคืนสู่ท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงรายได้จากบริษัทและบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจในจังหวัด เพื่อให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการดูแลพื้นที่ การแก้ไขปัญหา และการพัฒนาสาธารณูปโภค
นอกจากนี้ ควรเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง ทั้งพื้นที่สาธารณะ ระบบที่จอดรถ การจราจร และระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เช่น รถโดยสารประจำทางและรถราง ตลอดจนการจัดระบบขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลรถจักรยานยนต์รับจ้างให้มีมาตรฐาน
ด้านความปลอดภัย ควรบูรณาการระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลความปลอดภัยและการบริหารจัดการเมือง
ทั้งนี้ การจัดการตนเองไม่ใช่การแยกอำนาจจากส่วนกลางทั้งหมด โดยภารกิจสำคัญที่ควรคงไว้เป็นอำนาจของส่วนกลาง ได้แก่ ความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม และการต่างประเทศ รวมถึงภารกิจด้านการเงินและระบบภาษีในระดับประเทศ ขณะที่ภารกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนและบริบทของพื้นที่ควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการได้มากขึ้น


