ปัตตานี - ตร.แถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติด ยึดไอซ์ล็อตใหญ่ 200 กก. ซุกรถตู้ทึบเตรียมส่งในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ 1 ราย
วันนี้ (13 ก.ค.) ที่สถานีตำรวจภูธรหนองจิก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี, พอ.หาญพล เพชรม่วง รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลางไอซ์ 200 กิโลกรัม
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 กค. 69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และตำรวจประจำด่านตรวจเกาะหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตรวจค้นรถกระบะตู้ทึบ โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน ผม 7972 สงขลา พบไอซ์บรรจุในลังกระดาษ 11 ลัง รวมประมาณ 200 กก. จึงควบคุมตัวผู้ขับขี่คือ นายสุวิทย์ เพิ่มเพียร อายุ 27 ปี พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
ซึ่งจากการตรวจสอบ ลังพัสดุได้ระบุชื่อผู้ส่งคือ MKL และระบุชื่อผู้รับเป็น บริษัทแห่งหนึ่ง ใน ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และจากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ผู้รับพัสดุปลายทาง ระบุชื่อ นายกาลีซา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานไปยัง สภ. สุไหงโกลก ให้ทำการตรวจสอบยังสถานที่ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อไปถึงเป็นเพียงบ้านพักแต่ไม่พบตัว นายกาลีซา ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นจุดรับส่งสินค้าทั่วไปเพื่อรอส่งข้ามฝั่งไปยังประเทศมาเลเซียตามช่องทางธรรมชาติ และพบเพียงภรรยาซึ่งให้การว่าหมายเลขโทรศัพท์เป็นของสามีตัวเอง จึงได้สอบปากคำไว้ รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ นายกาลีซา ต่อไป
นายสุวิทย์ ยอมรับว่า ได้รับพัสดุดังกล่าวจากบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อไปส่งให้ลูกค้าใน ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ตามคำสั่งของนายจ้าง โดยอ้างว่าเป็นการขนส่งสินค้า และยอมรับว่าเคยรับงานลักษณะเดียวกันมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา
ด้านเจ้าของบริษัทขนส่งให้การว่า มีหญิงไม่ทราบชื่อว่าจ้างผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ โดยแจ้งว่าเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอาง พร้อมว่าจ้างค่าขนส่ง 4,000 บาท ก่อนมอบหมายให้ผู้ต้องหาเป็นผู้รับงาน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและผู้ว่าจ้างที่แท้จริง โดยประเมินว่าหากยาเสพติดล็อตนี้ถูกลำเลียงออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จะมีมูลค่าสูงกว่า 100 ล้านบาท


