xs
xsm
sm
md
lg

ไฟใต้วิกฤตจนต้องเปลี่ยน “แม่ทัพภาคที่ 4” และ “เลขา สมช.” ได้หรือยัง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

ติดตามการทำหน้าที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเสือข้ามห้วยจากกองทัพภาคที่ 2 มานาน 8 เดือนด้วยความไม่มั่นใจว่า จะแก้ปัญหาไฟใต้ได้ตามที่มีผู้ใกล้ชิดการันตีว่าเป็นคนเก่ง คนดี เป็นความหวังที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงดีขึ้นของแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้
ถึงวันนี้ กล้าที่จะฟันธงได้แล้วว่า พล.ท.นรธิป โพยนอก ไม่เป็นไปตามที่กองเชียร์ชี้ว่า นโยบายที่ใช้ดับไฟใต้เดินมาถูกทางแล้ว จึงต้องถามว่าถูกทางใคร ฝ่ายบีอาร์เอ็น หรือทางใครทางมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 8 เดือนที่มารับตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 กลับไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันเอาเสียเลย

โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีเหตุร้ายเกิดขึ้นเกือบ 300 ครั้ง นี่เป็นตัวชี้วัดได้ชัดเจนถึงนโยบายที่ “เหลวเป๋ว” ใน 4 เรื่องคือ 1.งานมวลชน 2.การข่าว 3.การป้องกัน และ 4.การปฏิบัติการเชิงรุก ซึ่งล้วนไม่ตอบโจทย์ต่อมาตรการดับไฟใต้
เมื่อ “ไม่มีมวลชน” นั่นย่อมทำให้ “งานการข่าวล้มเหลว” แล้วนำไปสู่ “การป้องกันเหตุได้แบบสะเปะสะปะ” เพราะไม่รู้ว่าบีอาร์เอ็นจะก่อเหตุที่ไหน เมื่อไหร่ ใช้เส้นทางไหน หลบหนีได้แล้วไปซ่อนตัวที่ไหน เหมือนเล่นปิดตาตีหม้อ
สุดท้าย “ปฏิบัติการเชิงรุกจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง” ทำได้เพียงใช้เฮลิคอปเตอร์บินไปกราดยิงและทิ้งระเบิดข่มขวัญจุดที่คิดว่านักรบบีอาร์เอ็นซ่อนตัว แต่ไม่กล้าจัดชุดเข้าโจมตีเพราะกลัวการสูญเสีย ซึ่งก็ไม่เคยปรากฏผลที่ชัดเจนว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นมีความสูญเสียหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ “ปฏิบัติการตรวจค้นจับกุม” ในระยะหลังๆ มานี้ ก็ดูเหมือนทำไปแบบมั่วๆ เพราะมีปรากฏการณ์แปลกๆ ตามมา กล่าวคือ เมื่อจับตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วกลับนำมาที่โรงพัก หรือที่ตั้ง ฉก. จากนั้นก็ถูกปล่อยตัวออกไป จนทำให้คำว่า “จับแพะ” ที่หายไปนาน เริ่มถูกฝ่ายบีอาร์เอ็นนำไปใช้ทำไอโอถี่ขึ้น

การดึงเอาระดับ “ผบ.พล” และ “ผบ.พัน” จากกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 มาทำหน้าที่แทนนายทหารลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4 สิ่งนี้ก็ไม่สามารถ “ซีลพื้นที่” ตามแนวชายแดนได้ได้อย่างเห็นผล โดยเฉพาะชายแดนด้านแม่น้ำสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส กลับเห็นรูโหว่ชัดเจนยิ่ง

การเปิดศึกกับ “ผู้นำศาสนา” ในประเด็น “การบ่มเพาะ” ก็ทำแล้ว จนเวลานี้จะว่าไปแล้วไม่น่าจะเหลือ “ลูกไม้ก้นหีบ” ให้ควักล้วงมาใช้ได้อีก

สถานการณ์ไฟใต้เวลานี้กลับดูเหมือนมีแต่จะเลวร้ายลงกว่าเดิม เกิดเหตุครั้งหนึ่งก็ออกมาประกาศ “ยกระดับ” การรักษาความปลอดภัยครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 3 วันบีอาร์เอ็นก็กลับมาก่อเหตุอีก เป็นอย่างนี้มาโดยตลอดช่วง 8 เดือน ก็ไม่รู้ว่าการยกระดับทำไมจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ทว่ากลับยังพร่ำพ่นตลอดว่า “สถานการณ์ดีขึ้น” และการที่ “ทหารสูญเสียน้อยลง” ก็เป็นเพราะใช้นโยบายไม่ให้ออกจากฐานไปลาดตระเวน ทำให้ลดเป้าหมายโจมตีของบีอาร์เอ็น ขณะที่หน่วยอื่นๆ ไม่ว่าตำรวจหรือ อส. ยังต้องทำหน้าที่ต่อไป เช่น จราจร คุ้มครองครู ส่งผู้ต้องหาและสำนวนสอบสวน เป็นต้น

เมื่อ “มีทหารไว้ป้องกันฐานปฏิบัติการ” ไม่ให้ออกไปคุ้มครองประชาชนหรือธุรกิจในพื้นที่ แล้วจะมีประโยชน์กับมาตรการดับไฟใต้ แล้วจะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้นได้อย่างไร

เวลานี้บีอาร์เอ็นเน้นปฏิบัติการ 4 อย่างคือ 1.โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ 2.โจมตีหน่วยงานราชการ 3.ทำลายฐานเศรษฐกิจและการลงทุน และ 4.ทำลายสิ่งสาธารณประโยชน์ที่เป็นของรัฐ แต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับยังความล้มเหลวในการป้องกันเหตุ แล้วจะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นและเดินมาถูกทางแล้วได้อย่างไร

แม้แต่การปกป้อง “เส้นทางเศรษฐกิจหลัก” อย่าง ถ.ยะลา-เบตง หน่วยทหาร ฉก. รวมถึง ตำรวจ ตชด.และกองกำลังท้องถิ่น เช่น ชคต. อีกทั้งมีจุดตรวจและจุดสกัดนับไม่ถ้วนในพื้นที่ก็ยังทำไม่ได้เลย ยังปล่อยให้บีอาร์เอ็นปฏิบัติการปิดถนน ปล้นและเผารถบรรทุกสินค้าแบบไม่ทำร้ายคนได้
ก็ไม่ต่างกับก่อเหตุเผาปั๊มน้ำมันพีทีในตัวเมืองยะลาและที่ อ.ยะหริ่งกับ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี สิ่งที่ กอ.รมน. ทำได้คือ ไปตรวจความเสียหายหลังเกิดเหตุแบบตาบอดหูหนวก เพราะไม่รู้ว่าโจรหนีไปไหน และไม่กล้าติดตามด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากไม่มีการข่าวที่ดี จึงป้องกันไม่ได้
หรือเหตุลอบวางระเบิด 70 กิโลกรัมบนถนนสายตากใบ-สุไหงโก-ลก ต.ไพรวัน จ.นราธิวาส ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียบาดเจ็บสาหัสไปด้วย 2 ราย จุดเกิดเหตุห่างจากจากจุดตรวจเกาะสะท้อนแค่ 2 กิโลเมตรและจุดตรวจตาบา 5 กิโลเมตร

เป็นที่สังเกตว่า ถนนสายนี้มีด่านตรวจและจุดสกัด 12 แห่งในระยะทาง 15 กิโลเมตรมีท่อลอดเป็นจำนวนมากที่เหมาะซุกระเบิด ทำไมจึงไม่มีการลาดตระเวนตรวจสอบเส้นทาง สมกับที่เอ็นจีโอกลุ่มสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมใต้ปีกบีอาร์เอ็นเคลื่อนไหวให้เลิกด่านตรวจเพราะไม่มีประโยชน์กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม เวลานี้มี “เหยื่อ” เพิ่มจากที่เคยเป็นแต่เจ้าหน้าที่รัฐ ขยับสู่ภาคธุรกิจการค้าและการลงทุน จนถือเป็นอาชญากรรมที่ไม่เลือกเหยื่อ ไม่ต้องมีสาเหตุหรือความโกรธเคือง รวมถึงไม่มีการการเรียกค่าคุ้มครองเหมือนในอดีต ทุกคนมีสิทธิ์ตายและทรัพย์สินมีสิทธิ์เสียหายได้
ทว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากลับไม่มีแผนรับมือ ไม่มีนโยบายแม้แต่จะป้องกันปฏิบัติการเก่าๆ เดิมๆ ของโจรบีอาร์เอ็น ไม่มีแผนงานมวลชน แต่ทำเป็นอยู่อย่างเดียวคือ เกณฑ์คนมายืนหน้าอำเภอถือป้ายผ้า “เราไม่เอาความรุนแรง” หรือจัดกิจกรรมประณามโจรและขอดุอาร์ให้บ้านเมืองเกิดสันติสุข
ถ้าวิธีนี้ทำแล้วบีอาร์เอ็นกลัว ทำแล้วเกิดสันติสุขได้จริง รัฐคงไม่ต้องทุ่ม “งบประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท” ลงมาดับไฟใต้ ประชาชนส่วนใหญ่ในใจเขาไม่เอาบีอาร์เอ็น แต่ที่เขาไม่พูด ไม่ต่อต้าน และเลือกที่จะอยู่เฉยๆ เพราะกลัวอิทธิพลหรือถูกทำร้าย

ถ้า กอ.รมน. ยังไม่สามารถทำลาย “ความกลัว” ของชาวบ้าน ทำลาย “อิทธิพล” ของบีอาร์เอ็น การเกณฑ์คนไปชุมนุมถือป้ายหรือจัดกิจกรรมประณามและดุอาร์วันละ 100 กิจกรรมก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด
เช่นเดียกัน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในระยะหลังนอกจากฟังเอ็นจีโอ ฟังนักสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองที่ยืนอยู่ฝั่งบีอาร์เอ็นแล้ว สมช.กลับไม่เคยถามหรือฟังความคิดเห็นทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองว่า มีปัญหาตรงไหน และต้องการอะไรไปต่อสู้กับบีอาร์เอ็นเพื่อให้ได้ชัยชนะ

มีแต่เสนอให้ลดจุดตรวจ เลิกเก็บดีเอ็นเอประชาชน เลิกการใช้ข้อมูลพื้นที่โทรศัพท์ รวมถึงมาตรการอื่นๆ ตามที่เอ็นจีโอและกลุ่มสิทธิมนุษยชนโลกสวยเสนอ อีกทั้งเชื่อว่าเวลานี้บีอาร์เอ็นได้เข้าไปฝังตัวอยู่ในฝ่ายการเมืองและในสภาแล้วด้วย

เคยถามกันไหมว่าถ้ายกเลิก “พรก.ฉุกเฉิน” เลิก “กฎอัยการศึก” เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ วันนี้ตำรวจขาดแคลนในเรื่องใดบ้าง และหากไม่มีการใช้ “กฎหมายเพื่อความมั่นคง” แล้วจะใช้กฎหมายอะไรกับสถานการณ์ไฟใต้ที่ถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ

สมช.ต้องไม่เชื่อว่า ปี 2570 ไฟใต้จะยุติ และอย่าเชื่อว่าอีก 1-2 เดือน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 จะมีไม้เด็ดสยบบีอาร์เอ็น เพราะนั่นเป็นเรื่องเพ้อฝัน หรือโกหกและหลอกลวงเสียมากกว่า และอย่าเชื่อว่า “การเจรจากับโจรบีอาร์เอ็น” จะทำให้ไฟใต้ยุติได้

ทั้งนี้ “กระบวนการเจรจา” ถ้าจะสำเร็จต้องทำในขณะที่บีอาร์เอ็น “เพลี่ยงพล้ำ” ในพื้นที่จนไร้อำนาจต่อรอง แต่วันนี้บีอาร์เอ็นกลับ “เหนือชั้น” กว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าหลายขุม ซึ่งกลายเป็นตาบอดคลำช้าง เดินไม่ทันเกมของฝ่ายบีอาร์เอ็นไปแล้ว

สุดท้ายการสู้กับบีอาร์เอ็นต้อง “เปลี่ยนโยบาย” และต้อง “ทำยุทธศาสตร์ใหม่” ที่เท่าทันสถานการณ์และรู้ทันบีอาร์เอ็น และที่สำคัญต้อง “เปลี่ยนตัวแม่ทัพ” เปลี่ยนตัว “เลขา สมช.” ด้วย เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่าทำแล้วจะเป็นผลดีกับการลดความสูญเสียในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริง

มีอย่างเดียวที่ต้องระมัดระวังคือ ควรต้องได้ “ลูกหม้อ” มานั่งเป็น “แม่ทัพภาคที่ 4” เช่นเดียวกันควรต้องได้ “ลูกหม้อ” ไปนั่งเป็น “เลขาธิการ สมช.” ไม่ใช่หยิบเอาแต่พวกพ้อง “นายทหารรุ่น 26” ซึ่งอาจจะเก่ง มีความสามารถ แต่ไม่รู้จักจังหวัดชายแดนภาคใต้และบีอาร์เอ็นมากพอ

เนื่องเพราะถ้าปล่อยให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่เยี่ยงนี้ต่อไป เราจะเปลี่ยนกันอีกกี่ครั้งก็ยังคงอยู่ในวังวนแห่งผลประโยชน์แบบเดิมๆ