xs
xsm
sm
md
lg

ผบ.ตร.บินลงใต้ประชุมร่วมตำรวจภาค 9 คุมยุทธการ 18 อำเภอ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยะลา - ผบ.ตร. บินด่วนลงใต้ ประชุมร่วมตำรวจภาค 9 คุมยุทธการ 18 อำเภอ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เผยรู้พิกัด-อาวุธกลุ่มป่วนใต้ สั่ง ตร.เข้าพบผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันโดยตรงหารือมาตรการรักษาความปลอดภัย ลั่นฟันเด็ดขาด ตร.นอกแถว

วันนี้ (2 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าคดีความมั่นคง โดยเฉพาะกรณีเหตุระเบิดปั้มน้ำมัน PT ในพื้นที่ จ.ยะลา และปัตตานี ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งหัวหน้าหน่วยกำลังในพื้นที่ เพื่อปรับแผนยุทธการและมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงในพื้นที่ ใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง


พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ในส่วนของงานสืบสวนสอบสวนได้สั่งการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนี้การสอบสวนมีความคืบหน้าไปมาก โดยเจ้าหน้าที่เริ่มทราบข้อมูลสำคัญ ทั้งจำนวนกลุ่มผู้ก่อเหตุ อาวุธที่ใช้ในการลงมือ รวมถึงพฤติการณ์และวิธีการที่คนร้ายใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม คดีในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการมารับฟังรายงานและร่วมประเมินมาตรการป้องกันเหตุของตำรวจภูธรภาค 9 และหน่วยงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากในปัจจุบันพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด มีการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุมจำนวน 18 อำเภอ ซึ่งในทางปฏิบัติ ฝ่ายตำรวจจะต้องขึ้นตรงการบังคับบัญชาทางยุทธการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการวางแผนการปฏิบัติงานไว้มากพอสมควรแล้ว ซึ่งในการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ได้เน้นย้ำและให้คำแนะนำในเรื่องของเทคนิควิธีปฏิบัติ โดยสั่งให้นำข้อมูลและสถิติการเกิดเหตุในอดีตมาทำการวิเคราะห์แยกแยะในรูปแบบใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้ในการวางแผน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้เป็นความลับทางราชการไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แต่หลักการสำคัญคือ การมุ่งเน้นไปที่การทำงานข่าวกรองและการบูรณาการร่วมกัน เพื่อยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เนื่องจากถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงตัวเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ด้วย” ผบ.ตร. กล่าว


พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังบอกอีกว่า สำหรับมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่นั้น ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีการเข้าพบและพูดคุยกับผู้ประกอบการโดยตรง โดยให้จำแนกและแบ่งออกเป็นกลุ่มประเภทธุรกิจต่างๆ จากนั้นร่วมกันหารือถึงมาตรการป้องกัน การติดตั้งเครื่องมือ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการมีความเข้าใจตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีแผนการป้องกันอย่างไร และต้องการความร่วมมือในส่วนใดบ้างจากภาคเอกชน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและสื่อมวลชน ต่างไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุมักจะมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เฉพาะตัว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและมีปัจจัยแทรกซ้อนจำนวนมาก มาตรการด้านการข่าวและความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่จึงเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด

“หากพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดที่มีพฤติกรรมไม่ดี หรือประพฤติมิชอบ ขอให้แจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที ตนพร้อมที่จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนดี จึงอยากให้อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่เคยส่งผลดีต่อฝ่ายใด มีแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและพิการทุพพลภาพ ทั้งฝั่งประชาชนและเจ้าหน้าที่เราทุกคนต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ควรหันมาร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดีกว่าการแยกกันไปคนละทิศละทาง ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในส่วนของตำรวจ ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อคืนความสงบเรียบร้อยให้แก่พื้นที่อย่างดีที่สุด" ผบ.ตร. กล่าว