โดย... พงศภัค วุฒิปุญญะ
การกระจายอำนาจต้องเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มิใช่ความเมตตาจากรัฐ เมื่อใดคืนอำนาจสาธารณะให้ประชาชน เมื่อนั้นสังคมไทยเข้มแข็งขึ้นจากฐานราก
ตลอด 4 ตอนที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของการพัฒนาท้องถิ่นของไทยไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เกิดจากการขาดคนเก่ง หรือแม้แต่การขาดนักการเมืองที่มีคุณภาพเพียงเท่านั้น หากแต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางมาอย่างยาวนาน จนประชาชนในพื้นที่มีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างจำกัด
แม้แต่วาระแห่งชาติ ณ ขณะนี้ ที่สังคมการเมืองไทยกำลังถกเถียงในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง การอภิปรายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งไปที่การจัดสรรอำนาจในส่วนกลาง ระหว่างรัฐบาล รัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ
แต่เรื่องสำคัญที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆ มีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองมากขึ้นอย่างไร เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกผู้ปกครองประเทศ แต่ยังหมายถึงสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของชุมชนและท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ด้วย
แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะมีบทบัญญัติว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังไม่ได้ยกระดับการกระจายอำนาจให้เป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างแท้จริง เพราะรัฐธรรมนูญยังรับรองเพียงการมีอยู่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากกว่าการรับรองสิทธิของประชาชนในการปกครองตนเอง
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการปรับดุลอำนาจในส่วนกลาง แต่ควรยกระดับการกระจายอำนาจให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต
สำหรับตอนที่ 5 นี้ผู้เขียนจึงขอเสนอว่าให้ “บัญญัติหลักการกระจายอำนาจไว้เป็นหมวดเฉพาะในรัฐธรรมนูญ” โดยนิยาม “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน” มากกว่าเป็น “หน่วยงานที่รัฐอนุญาตให้มี”
ซึ่งจะเป็นหมุดหมายแรกของการเปลี่ยนฐานคิดครั้งใหญ่ของชนชั้นนำไทยในทุกระดับ และจะนำไปสู่การที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือ “ผู้บริหารจังหวัดต้องยึดโยงกับประชาชน มากกว่ายึดโยงกับกระทรวง”
หากยอมรับหลักการว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัดโดยตรง ย่อมเป็นพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวมากกว่าระบบการแต่งตั้งจากส่วนกลาง และการเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัดโดยตรงย่อมนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการบริหารระดับจังหวัดทั้งหมด รวมถึงบทบาทและภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของอำนาจ งบประมาณ และกลไกการบริหาร
เมื่อประชาชนสามารถเลือกผู้บริหารจังหวัดของตนเอง กำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง และมีส่วนร่วมตัดสินใจในประเด็นสาธารณะสำคัญผ่านกลไกประชามติหรือการมีส่วนร่วมรูปแบบต่างๆ ประชาธิปไตยจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพมหานครอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกจังหวัด
การคืนอำนาจสาธารณะให้ประชาชน จึงไม่ใช่เพียงการปฏิรูประบบการปกครอง หากแต่เป็นการสร้างเจ้าของอนาคตของท้องถิ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตย
เรื่องราว “การคืนอำนาจสาธารณะให้ประชาชน” ที่ผู้เขียนนำเสนอมาตลอดทั้ง 5 ตอน แม้มิใช่ข้อเสนอที่สมบูรณ์แบบที่สุด และอาจยังมีรายละเอียดอีกมากที่สังคมไทยต้องร่วมกันถกเถียง แต่ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเปิดพื้นที่สาธารณะ ให้เกิดการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ และร่วมกันค้นหาหนทางสร้างประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกลงไปถึงระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
การกระจายอำนาจที่แท้จริง มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการพัฒนาประเทศจาก “รัฐเป็นผู้กำหนด” ไปสู่ “ประชาชนเป็นผู้กำหนด”
เพราะปัญหาของจังหวัดชายแดน ปัญหาของเมืองท่องเที่ยว ปัญหาของพื้นที่เกษตรกรรม หรือปัญหาของเมืองอุตสาหกรรม ล้วนมีบริบทที่แตกต่างกัน การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงแห่งเดียว จึงไม่อาจตอบสนองความต้องการของทุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง จังหวัดต่างๆ จะสามารถออกแบบแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะที่รัฐบาลกลางจะสามารถทำหน้าที่กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ของประเทศและรักษาผลประโยชน์ร่วมของชาติได้อย่างเหมาะสม
“การคืนอำนาจสาธารณะให้ประชาชน“ จึงไม่ใช่การทำให้รัฐอ่อนแอลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นจากฐานรากของสังคม
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการกระจายอำนาจ มิใช่การย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกระทรวงที่กรุงเทพมหานครไปยังศาลากลางจังหวัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล และมิใช่การส่งต่ออำนาจจากชนชั้นนำส่วนกลางไปสู่ชนชั้นนำท้องถิ่น หากแต่คือการคืนอำนาจสาธารณะจากรัฐกลับคืนสู่มือประชาชน
เพราะเมื่อใดที่ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชน เมื่อนั้นประชาธิปไตยจะมีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง และเมื่อใดที่ประชาชนสามารถปกครองตนเองได้ เมื่อนั้นประเทศไทยจะเข้มแข็งขึ้นจากฐานรากอย่างแท้จริง


