xs
xsm
sm
md
lg

การคืนอำนาจสาธารณะให้ประชาชน (4)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย... พงศภัค วุฒิปุญญะ

รสนิยมของชนชั้นนำท้องถิ่น อุปสรรคใหญ่(ที่ถูกมองข้าม)ของการกระจายอำนาจคือ เมื่อใดประชาชนถูกมองเป็นเพียงผู้เลือกตั้ง มากกว่าผู้ร่วมกำหนดอนาคต เมื่อนั้นประชาธิปไตยก็ดำรงอยู่แค่รูปแบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การกระจายอำนาจถูกเสนอให้เป็นคำตอบของการปฏิรูปการเมืองไทยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีบทบาทเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต แต่การกระจายอำนาจกลับยังไม่สามารถหยั่งรากลึกได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ทำให้สังคมการเมืองไทยจึงอาจจะต้องตอบคำถามที่สำคัญกว่า “รัฐส่วนกลางยอมกระจายอำนาจหรือไม่” นั่นคือ “ผู้มีอำนาจในระดับท้องถิ่นพร้อมจะเชื่อมั่นในประชาชนมากเพียงใด”

แม้การเลือกตั้งท้องถิ่นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในหลายพื้นที่กลับยังปรากฏความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิม ที่ยอมรับประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่ไม่ยอมรับประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ

ประชาชนจึงถูกเชิญให้เข้ามามีบทบาทในวันเลือกตั้ง แต่กลับถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจในวันอื่นๆ

การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจต้องพิจารณาในมิติของวัฒนธรรมทางการเมือง ควบคู่ไปกับโครงสร้างทางการเมืองด้วย นักสังคมวิทยาอย่าง Pierre Bourdieu อธิบายว่า พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์จำนวนมากถูกกำหนดโดย “Habitus” หรือชุดความเคยชินทางความคิดและการปฏิบัติที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

ในบริบทของการเมืองท้องถิ่น Habitus ทางการเมืองของชนชั้นนำบางส่วนอาจยังคงตั้งอยู่บนความเชื่อว่า การบริหารจัดการที่ดีเกิดจากการตัดสินใจของผู้นำ มากกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน

ขณะเดียวกัน Gabriel Almond และ Sidney Verba เสนอว่า ความมั่นคงของประชาธิปไตยมิได้ขึ้นอยู่กับกติกาหรือการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบของพลเมืองด้วย

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะ การตรวจสอบงบประมาณ หรือการตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจ มักถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมประชาธิปไตยแบบจำกัด ซึ่งให้คุณค่ากับการเลือกตั้ง แต่ยังไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมหลังการเลือกตั้ง

ในความหมายนี้ ปัญหาของการเมืองท้องถิ่นไทยจึงมิได้อยู่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากเกินไป หากแต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งยังมีส่วนยอมรับประชาธิปไตยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เพราะผู้ที่เชื่อมั่นในประชาชน ย่อมมองการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ และมองการมีส่วนร่วมเป็นพลังของการพัฒนา

แต่ผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในประชาชน มักมองการตั้งคำถามเป็นภัยคุกคาม และมองการมีส่วนร่วมเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ

ประชาธิปไตยจึงมิได้วัดจากจำนวนการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากความสามารถของผู้มีอำนาจในการยอมรับว่า ประชาชนมิใช่เพียงผู้เลือกผู้แทน หากแต่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันด้วย เพราะอุปสรรคสำคัญของการกระจายอำนาจในปัจจุบัน อาจมิใช่การขาดกฎหมาย มิใช่การขาดงบประมาณ และมิใช่การขาดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากแต่อาจเป็นการขาดความเชื่อมั่นในประชาชนของผู้มีอำนาจเอง

เมื่อใดที่ประชาชนถูกมองเป็นเพียงผู้เลือกตั้ง มากกว่าผู้ร่วมกำหนดอนาคต เมื่อนั้นประชาธิปไตยก็ดำรงอยู่ได้เพียงในรูปแบบ แต่ยังไม่อาจหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง