โดย... พงศภัค วุฒิปุญญะ
Social Activist กับพื้นที่สาธารณะของจังหวัดสงขลา
เมื่อไหร่ที่การตั้งคำถาม คือหัวใจของประชาธิปไตย เมื่อนั้นจึงพร้อมสำหรับการพัฒนา
การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว และประชาธิปไตยก็ไม่ได้จบลงเพียงในวันเลือกตั้ง ในสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ ตั้งคำถาม และตรวจสอบการใช้อำนาจสาธารณะได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน
กรณีล่าสุดที่คณะนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนในจังหวัดสงขลา ได้ออกมาติดตามตรวจสอบโครงการจัดซื้อเรือ 74 ลำขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ก่อนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง ไม่เพียงเพราะข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญว่า สังคมไทยมีพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากเพียงใด
ไม่ว่าผลการสอบสวน หรือข้อเท็จจริงของโครงการจะออกมาในรูปแบบใด กรณีนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เราได้กลับมาทบทวนบทบาทของ “Social Activist” หรือ “นักกิจกรรมทางสังคม” ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
นักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน Jürgen Habermas อธิบายว่า สังคมประชาธิปไตยต้องมี “พื้นที่สาธารณะ” (Public Sphere) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐได้อย่างเสรี ภายใต้เหตุผลและข้อเท็จจริง
พื้นที่สาธารณะจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ทางกายภาพ แต่หมายถึงกระบวนการที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและกำหนดทิศทางของสังคมร่วมกัน
ในอีกมิติหนึ่ง แนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ของ Carole Pateman ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพของประชาธิปไตยไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม ตรวจสอบ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสาธารณะ
เมื่อประชาชนตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการสาธารณะ พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของพลเมือง ไม่ใช่เพียงใช้สิทธิส่วนบุคคล ในมุมมองนี้นักกิจกรรมทางสังคมจึงไม่ได้เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ของภาครัฐ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยที่ช่วยทำให้การใช้อำนาจเกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
การตรวจสอบที่สุจริต ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อหน่วยงานของรัฐ เพราะหากการดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง การเปิดเผยข้อมูล และการตอบคำถามของสาธารณชน จะยิ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่สถาบันสาธารณะ
ในทางกลับกัน หากประชาชนรู้สึกว่าการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณอาจนำมาซึ่งความเสี่ยง หรือแรงกดดัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคพลเมืองก็อาจลดน้อยลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว
สำหรับจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองของภาคใต้ ความเข้มแข็งของภาคประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารทรัพยากร หรือการใช้งบประมาณสาธารณะ
สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องจึงไม่ใช่เพียงการหาข้อสรุปว่า ใครถูกหรือใครผิด แต่คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับการตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูล และเคารพสิทธิของประชาชนในการตั้งคำถาม
ต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นจะเติบโตได้ ไม่ใช่เพราะปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เพราะผู้ถือครองอำนาจทางการเมืองยอมรับว่า การตรวจสอบของภาคประชาชน คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับอำนาจสาธารณะ
และในสังคมเช่นนั้น นักกิจกรรมทางสังคมไม่ได้เป็นเพียงผู้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน และสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบได้ คือสังคมที่พร้อมจะพัฒนา
ท้ายที่สุดผู้เขียนยังคงมีความหวังว่า บรรดาชนชั้นนำทางการเมืองในระดับท้องถิ่น (Local Political Elite) ตลอดจนผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะ พวกเขาจะได้มองเห็นบทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และใช้โอกาสนี้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เคารพข้อเท็จจริง และรับฟังเสียงของภาคประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของจังหวัดสงขลาในระยะยาว


