xs
xsm
sm
md
lg

จับสัญญาณกองทัพเตรียมทำ “ศึกขั้นแตกหัก” กับบีอาร์เอ็น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

ช่วงนี้ต้องจับตาดูความเปลี่ยนแปลง “นโยบายดับไฟใต้” ของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 2 ว่า ตั้งใจแก้ไขความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แค่ไหน สอดคล้องกับนโยบายสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ โดยเฉพาะที่กองทัพบก เคยประกาศเสียงดังว่าจะยุติไฟใต้ให้ได้ในปี 2570 หรืออีก 1 ปีข้างหน้า
ในส่วนของกองทัพบกได้ย้ายข้ามห้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก จากอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 มานั่งแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อตุลาคม 2568 ท่ามกลางเสียงคัดค้านและความไม่พอใจของนายทหารในสังกัด ขณะที่คนในชายแดนใต้ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยที่เอาคนเคยอยู่กับ “ส้มตำปลาร้า” ให้เปลี่ยนมาเป็น “ไตปลาสะตอลูกเนียง”
แต่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ไม่ให้ความสนใจเสียงนกเสียงกา เพราะนอกจากจะ “ใส่เกียร์ 5” เดินหน้าแล้วแถมยังพ่วงส่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 1 ให้มานั่งเป็น ผบ.ฉก.นราธิวาส จนกลายเป็นว่า โยกย้ายคราวนั้นในชายแดนใต้มี “เสือข้ามห้วย” ถึง 2 ตัว

เหตุผลที่รู้กันภายในว่า การส่ง “2 เสือข้ามห้วย” มาช่วยดับไฟใต้ดังกล่าว เพราะ ผบ.ทบ.ต้องการ “ลิดรอนอิทธิพล” ของบรรดาอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 โดยเฉพาะ “บิ๊กเมา” “บิ๊กเดฟ” และ “บิ๊กเกรียง” ที่ถูกมองว่ามีการจัดวาง “ทายาท” ไว้อย่างเป็นระบบ เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้ว “อิทธิพล” ก็ยังคงสืบทอดอยู่

การปฏิบัติงานของ พล.ท.นรธิป โพยนอก ช่วง 6 เดือนแรกจึงดูไม่ราบรื่น แถมยังเจอการ “ร้องเรียน” มากมาย อาทิ ไม่กระจายอำนาจ กุมงบฯ ไว้คนเดียว ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่าเบียดบังงบประมาณและเบี้ยเลี้ยง ปล่อยชุดทำงานใหม่หาผลประโยชน์ ยกเลิกชุดปฏิบัติการบุกรุกที่ดินรัฐคนของ “บิ๊กเดฟ” เป็นต้น

ขณะที่ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ก็ดึงตัว “นายทหาร” จากกองทัพภาคที่ 1 ให้มาคุมกำลังใน ฉก.นราธิวาส แทนที่จะเป็นคนในกองทัพภาคที่ 4 และยังใช้ “แผนปิดเมือง” เมื่อเกิดเหตุร้าย บางครั้งยาวถึง 7 วัน มีการส่งเฮลิคอปเตอร์กราดยิงสู่ภาคพื้น ซึ่งได้สร้างความเสียหายและเดือดร้อนต่อประชาชน

ความวุ่นวายบนแผ่นดินไฟใต้ยังลุกลามอีกระลอก ภายหลังเกิดคดีครึกโครม กลุ่มมือปืนใช้อาวุธส่งครามยิงถล่มรถยนต์นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าวพาดพิงสถานศึกษา “ปอเนาะ” และ “ตาดีกา”

จนกลายเป็นความบาดหมางใหญ่ระหว่าง “สมาคมโรงเรียกเอกชนสอนศาสนา” กับ พล.ท.นรธิป โพยนอก ถึงขั้นเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตอนนี้ แม้ปัญหาจะคลี่คลายไปบ้างแล้ว แต่บรรยากาศของ “ความหวาดระแวง” ยังอึมครึม แถมทำ “สงครามข่าวสาร” ผ่านไอโอโจมตีกันสนุกสนานในวงกว้าง

เวลานี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำหน้าที่ “หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข” แทน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เพื่อเตรียมตั้งโต๊ะเจรจาสันติสุขกับตัวแทนบีอาร์เอ็น ที่มีมาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวกเหมือนเดิม โดยเชื่อว่า การมี “ฝ่ายพลเรือน” ที่รู้เรื่อง “งานข่าวกรองดีที่สุด” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยแทน “นายทหารเกษียณ” จะทำให้การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขได้เดินหน้าเข้าสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น หรืออาจจะทำให้ยุติปัญหาไฟใต้ได้ทันในปี 2570 ดั่งที่เคยมีคำประกาศก้องไปแล้ว

ในอีกทางหนึ่ง รัฐบาลก็เอา “เหล้าเก่า” มาใส่ใน “ขวดใหม่” แต่ “ติดฉลากเดิม” นั่นคือ การแต่งตั้ง “คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล” ให้เข้าไปกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงในชายแดนใต้ ซึ่งคณะทำงานแบบนี้เคยมีแล้วในสมัยที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ก่อนถูกยกเลิกในเวลาต่อมาไม่นาน
ทั้งนี้ ก็ด้วยข้อหาต่อคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลว่า “ทำงานซ้ำซ้อน” กับหน่วยงานปกติ และมีเรื่อง “ความขัดแย้งในผลประโยชน์” เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึง “ไม่มีผลงานให้เห็นเป็นมรรคผล” ด้วย ตัวอย่างบางคณะทำได้แค่เข้าไปแก้ปัญหาต้นกล้วยหินยืนตายด้วยโรค หรือแก้ปัญหาช้างป่าทำลายทรัพย์สินชาวบ้าน เป็นต้น

มีข่าวสะพัดว่าทีแรกรัฐบาลจะแต่งตั้ง “บิ๊กเมา” หรือ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ให้กลับมานั่งเป็น “หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล” แต่สุดท้ายหวยไปออกที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ

การไม่แต่งตั้ง “บิ๊กเมา” อาจเพราะมีชื่อเป็นหนึ่งในสามอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการสืบทายาท สานอิทธิพลไว้ทั้งในกองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และอีกประเด็น อาจต้องการหลีกคำครหาว่า รัฐบาลที่ผ่านมามักเอา “นายทหารแก่” มาแก้ปัญหาไฟใต้แบบ “ต่างตอบแทน” มากกว่าหวังผลงาน

ดังนั้น หวยจึงออกที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถือว่าเหมาะสม เนื่องจากเป็นรองนายกฯ กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่มีบทบาทสำคัญต่อไฟใต้ และในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ยิ่งเหมาะ เพราะไฟใต้ถูกลากสู่ “เวทีนานาชาติ” แล้ว รวมถึงจะได้พูดคุยกับมาเลเซียที่ให้ที่พักพิงต่อขบวนการบีอาร์เอ็น

ขณะที่นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาธิการ ศอ.บต.และอดีต ส.ว.ก็พยายามผลักดันให้รัฐบาลตั้ง “คณะทำงานมหาดไทยส่วนหน้า” ด้วย ซึ่งในอดีดเคยมีการตั้งแล้วโดยมีที่ทำงานอยู่ที่ ศอ.บต. เพื่อประสานงานกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เกิดการบูรณาการนโยบาย แต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ มท.1 ยังไม่ตอบสนอง

เมื่อเห็นการขยับของกองทัพ ตั้งแต่การใช้ “ข้าวนอกนา” ข้ามห้วยมารับหน้าที่ดับไฟใต้ เรื่อยมาจนล่าสุดโยก “ผู้การเด็ด” พ.อ.ป้องรัฐ แย้มงามเรียบ ผู้นำกำลังเข้ายึดปราสาทตาควายจากทหารกัมพูชามาทำหน้าที่ “ผบ.ฉก.สันติสุข” พร้อมดึงกำลัง “รบพิเศษหมวกแดง” จากลพบุรีมาปรับเปลี่ยนอีกจำนวนหนึ่งด้วย

หรือนี่คือสัญญาณที่พอจะ “บอกเหตุ” ได้ว่า กองทัพและโดยเฉพาะรัฐบาลต้องการเอาจริงในการ “ล้างบาง” ขุมข่ายที่ถูกวางไว้หนาแน่นของฝ่ายบีอาร์เอ็น โดยอีกไม่นานแผนดินปลายด้ามขวานจะมีการ “ทำศึกขั้นแตกหัก” เพื่อให้ไฟใต้จบลงภายในปี 2570 นั่นเอง

ดังนั้นในฐานะกองเชียร์ “ขอบสนาม” ก็ต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 2 จะประกาศนโยบายดับไฟใต้ใหม่หรือไม่ อย่างไร รวมถึงมาตรการ “เหล้าเก่าติดฉลากใหม่” จะทำให้บีอาร์เอ็นหมดสภาพได้หรือไม่ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสงครามขั้นแตกหักจะไม่ทำให้ประชาชนตกเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์อีก