นครศรีธรรมราช – ฝ่ายปกครองเอือมแฉเองเหตุ “อส.สำรองถือปืนขู่กู้ภัย” รายงานการละครถึงผู้ว่าฯ ด้าน ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เผยแจ้งข้อหาแล้ว ขณะที่ 6 ผู้เสียหายรวมตัวจ่อส่งทนายดำเนินคดีเพิ่ม-ร้องศูนย์ดำรงธรรม
วันนี้ (5 พ.ค.) ความคืบหน้ากรณี อส.สำรอง ในชุดที่เรียกว่า “ชป.นางพระยา” ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ได้ก่อเหตุถืออาวุธปืนข่มขู่คุกคาม ทีมอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิประชาร่วมใจ นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุดทีมข่าวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ปกครองรายหนึ่ง ได้นำเอกสาร ลงวันที่ 30 เมษายน 2569 รายงานข้อเท็จจริงผ่านรูปแบบวิทยุสื่อสารในราชการกรมการปกครอง ถึง นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงกรณีดังกล่าว โดยอ้างภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งได้ระบุสาระสำคัญในรายงานฉบับนี้ โดยสามารถสรุปตัวของ อส.สำรอง ที่ถืออาวุธปืนข่มขู่ได้แล้ว
รายงานฉบับเดียวกันยังอ้างสถานการณ์โดยไม่ตรงกับเหตุการณ์จริงด้วยว่า รถกู้ภัยมูลนิธิประชาร่วมใจปิดทางออก และมีคนจำนวนหนึ่งปิดล้อมรถกู้ภัยไว้เกิดการโต้เถียงขึ้น โดยประสานฝ่ายตำรวจเข้าร่วมระงับเหตุ และอ้างว่า อส.สำรองคนดังกล่าว กลัวเหตุการณ์บานปลายจึงนำอาวุธปืนออกไปให้ทั้งสองฝ่ายเห็นเพื่อระงับเหตุและให้เปิดทางที่ถูกปิดล้อม ท้ายรายงานลงนามโดยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และรายงานฉบับนี้ได้ถูกส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้ว
ข้าราชการฝ่ายปกครองรายนี้ระบุว่า ในรายงานหากยึดถือตามระเบียบและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นถือได้ว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่อยากใช้คำว่ารายงานเท็จ การเขียนรายงานไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเลย คนลงนามไม่ได้สอบเหตุหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามกล้องทุกตัวที่บันทึกไว้ตามลำดับคือ 1.เกิดเหตุรถนางพระยา 01 ถอยหลังเบียดชนรถกู้ภัย 2 ครั้ง, 2.ทีมกู้ภัยดูความเสียหายของรถ, 3.ไม่กี่อึดใจ อส.สำรองคนดังกล่าวเดินตรงเข้ามาพร้อมถือปืนกวัดแกว่งข่มขู่ทีมกู้ภัยพร้อมไล่ให้เคลื่อนรถ, 4.ในภาพไม่ปรากฏตำรวจ, 5. ทีมกู้ภัยไปแจ้งความที่ สภ. และ 6.อส.สำรองคนดังกล่าวไปอ้างที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ว่าเป็นคำสั่งนายอำเภอ
ข้าราชการฝ่ายปกครองรายนี้ยังระบุด้วยว่า รายงานงานฉบับนี้ราวกับเนื้อหาละครที่ถูกตกแต่งปรับเปลี่ยนบท อาจเป็นผลมาจากความพยายามในการวิ่งเต้นช่วยเหลือผู้ก่อเหตุจากพระสงฆ์รายหนึ่ง ที่มักอ้างตัวเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจในแวดวงราชการและการเมืองคนดังหลายคนเสมอ ทำให้บรรดาผู้ที่อาศัยการประสานงานในการแต่งตั้งโยกย้ายเกรงใจ จึงอาจเป็นที่มาของการรายงานเบื้องต้นนี้ที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเลย ข้าราชการหลายคนเอือมระอาในพฤติกรรม หากอยากเป็นผู้มากบารมี อยากถือปืนแบบ อส.รายนี้ ควรลาสิกขาออกมาสมัครเป็น อส.เสียเลย
ส่วนการดำเนินคดีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.อ.กิตติชัย ไกรนรา ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อหากับ อส.สำรองรายนี้แล้ว ตรวจสอบพบว่าปืนที่ใช้เป็นปืนมีทะเบียนของผู้ก่อเหตุเอง แต่ไม่มีใบอนุญาตพกพา จึงแจ้งข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในชุมชน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยใช้อาวุธปืน โดยผู้ก่อเหตุเข้ามาแสดงตัวและยังยืนยันว่าให้ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย
ขณะที่ มูลนิธิประชาร่วมใจ ต้นสังกัดของทีมกู้ภัยได้เตรียมเอกสารหลักฐานทั้งหมดเพื่อร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยมีหลักฐานอย่างชัดเจนแต่กลับถูกบิดเบือนจากทางราชการ ขณะเดียวกันยังมีความพยายามพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหาจากข้าราชการฝ่ายปกครองบางคน ส่วนทางมูลนิธิได้หารือฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมฐานตระเตรียม หรือพยายามฆ่า เนื่องจากมีการใช้คำพูดข่มขู่ถึงการจะยิง การถืออาวุธปืนโดยมีผู้เสียหายที่ถูกนำปืนมาจิ้มท้อง 1 ราย และมีการถืออาวุธปืนโดยนิ้วชี้อยู่ในโกร่งไกปืนพร้อมลั่นไกตลอดเวลา โดยเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครอีก


