ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – อธิบดีกรมสรรพสามิตลงพื้นที่สงขลา แถลงผลการปราบปรามและจับกุมสินค้าหนีภาษีในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง พบจำนวนคดีกว่า 622 คดี ค่าปรับรวมกว่า 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 119 เปอร์เซ็นต์
วันนี้ (30 เม.ย.) ที่สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 ดร.พรชัย ธีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและแถลงผลการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ภายใต้นโยบายปราปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย ของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา และสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่หน้าด่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ
ในช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา สามารถจับกุมคดีได้รวม 622 คดี คิดเป็นร้อยละ 8.83 ของคดีทั่วประเทศ โดยมีค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวม 245.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 119 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและท้าทายสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม
และเมื่อจำแนกตามประเภทสินค้าพบว่า “ยาสูบ” ยังเป็นเป็นสินค้าที่มีการกระทำผิดมากที่สุดจำนวน 317 คดี ค่าปรับ 5.84 ล้านบาท คิดเป็นภาษีที่รัฐสูญเสีย 12.54 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับ 232.11 ล้านบาท โดยสามารถตรวจยึดยาสูบของกลางได้รวม 200,106 ซอง แบ่งเป็นยาสูบในประเทศ 22,030 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 178,076 ซอง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 50,000 ซอง หรือร้อยละ 34 จากการสกัดกั้นและตัดเส้นทางการกระจายสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคใต้ตคอนล่าง ซึ่งมีจุดกระจายสินค้าสำคัญใน จ.สงขลา เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายหลุดรอดถึงมือผู้บริโภค
รองลงมาเป็นคดีสุรา จำนวน 153 คดี ค่าปรับ 1.57 ล้านบาท โดยตรวจยึดสุราในประเทศ 1,482 ลิตร และสุราต่างประเทศ 101 ลิตร ขณะที่คดีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันมีจำนวน 125 คดี ค่าปรับ 5.56 ล้านบาท ของกลาง 67,402 ลิตร ส่วนคดีเคื่องดื่มมี 16 คดี ค่าปรับ 0.14 ล้านบาท ของกลาง 4,436 ลิตร คือไพ่ 10 คดี ค่าปรับ 65,750 บาท ของกลาง 285 สำรับ และคดีผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม 1 คดี ค่าปรับ 7,125 บาทของกลาง 44 กิโลกรัม
ดร.พรชัย ธีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ทางกรมสรรพสามิตมีนโยบายปราบปรามเชิงรุกยุติวงจรผิดกฎหมาย โดยพุ่งเป้าการใช้ข้อมูลเป็นกลไกสำคัญ เพื่อชี้เป้าและขยายผลไปยังเครือข่ายรายใหญ่ได้อย่างแม่นจำ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน การสกัดกั้นเส้นทางลำเลียง และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบ เพื่อรองรับและรับมือกับรูปแบบการกระทำผิดที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และกรมสรรพสามิตจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งและตัดวงจรสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมทั้งบริหารจัดการของกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อปกปองเศรษฐกิจ สังคม และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
หลังการแถลงข่าวยังได้มีการสาธิตกระบวนการจัดการของกลาง เช่น ยาสูบ ซึ่งทางสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 ได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องทำลายของกลางยาสูบแทนการเผาแบบเดิม จนได้รับรางวัลซึ่งสามารถแยกมวนกับตัวยาเส้นออกจากกัน แล้วนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ขับไล่แมลงศรัตรูพืชช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และนำไปมอบให้กับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อนำไปใช้ในโครงการสนองแนวพระราชดำริ
นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยนำเส้นใยยาสูบมาใช้ย้อมผ้าร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ได้แก่วิสหกิจชุชนทอผ้าบ้านสะพานพลา วิสาหกิจชุมชนทอผ้าวัดโคกเปี้ยวเกาะยอ และวิสาหกิจชุมชนตาหลาปาเต๊ะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่เคยเป็นของกลางผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ยังได้นำสุราไปผลิตน้ำหมักชีวภาพร่วมกับยาสูบ รวมถึงการมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่วิทยาการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนด้วย และยังมีรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการตรวจสอบน้ำมันว่าเป็นน้ำมันที่ถูกต้องหรือน้ำมันที่ลักลอบนำเข้าหรือไม่


