สตูล – เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านสตูลบุกศาลากลาง จี้ระงับโครงการขุดลอกร่องน้ำบ้านทุ่งริ้น-ตันหยงอุมา ที่เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2545 หลังข้อมูลวิจัยทางทะเลระบุพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งพำนักของพะยูนฝูงใหญ่ หวั่นตะกอนดินทำลายหญ้าทะเล
วันนี้ (17 เม.ย.) เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านสตูลบุกศาลากลาง จี้ระงับโครงการขุดลอกร่องน้ำบ้านทุ่งริ้น-ตันหยงอุมา หลังข้อมูลวิจัยทางทะเลระบุชัด พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งพำนักของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในจังหวัด หวั่นตะกอนดินทำลายหญ้าทะเลฟื้นตัวซ้ำรอยโมเดลความล้มเหลวที่จังหวัดตรัง
จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดโดย ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง (ศวอล.) ที่เพิ่งลงพื้นที่สำรวจเมื่อวันที่ 15-18 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) บริเวณเกาะลิดีและเกาะตันหยงอุมา พบสถิติที่น่าตกใจคือ พบพะยูนถึง 11 ตัว และเต่าตนุอีก 5 ตัว ซึ่งนับเป็นจำนวนพะยูนที่มากที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในจังหวัดสตูล
ผลตรวจสุขภาพทางไกลระบุว่า พะยูนกลุ่มนี้มีสุขภาพสมบูรณ์ดี (BCS = 3/5) กำลังแสดงพฤติกรรมกินหญ้าทะเลและว่ายน้ำอย่างอิสระ ไม่พบรอยขีดข่วนจากเครื่องมือประมง ซึ่งยืนยันว่าบริเวณบ้านทุ่งริ้น-ตันหยงอุมา คือฐานที่มั่นสำคัญในการฟื้นฟูเผ่าพันธุ์พะยูนของอันดามันในปัจจุบัน
นายสมยศ โต๊ะหลัง เครือข่ายติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวในห้องประชุมวัฒนโกเมนว่า โครงการขุดลอกนี้เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2545 สภาพพื้นที่เปลี่ยนไปหมดแล้ว ปัจจุบันเรือสัญจรได้ปกติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราเพิ่งพบพะยูน 11 ตัวที่นี่เมื่อเดือนก่อน หากกรมเจ้าท่าเข้ามาขุดลอกตอนนี้ ตะกอนดินจะทับถมหญ้าทะเลจนตาย พะยูนที่กำลังกลับมาก็จะไม่มีที่อยู่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่จังหวัดตรัง
ขณะที่ นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ขานรับข้อกังวลดังกล่าว สั่งการให้ชะลอโครงการและเวทีรับฟังความคิดเห็นไว้ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน โดยกล่าวว่า เราได้รับข่าวดีเรื่องพะยูน 11 ตัว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของสตูล ดังนั้นการพัฒนาใดๆ ต้องไม่ทำลายสมบัติของชาติชิ้นนี้ หลังจากนี้ต้องจัดเวทีประชาคมใหม่ใน 6 หมู่บ้าน ทั้งเขตอำเภอเมืองและท่าแพ เพื่อให้ชาวบ้านตัดสินใจว่ายังต้องการโครงการนี้อยู่หรือไม่
ด้านผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 3 กรมเจ้าท่า ยอมรับว่าโครงการเป็นงบผูกพันตามแผนงานเดิม แต่หากเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่เห็นว่าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและไม่คุ้มค่า ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการทบทวนหรือยกเลิกตามขั้นตอนทางกฎหมาย


