กระบี่ – อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ กระบี่ แจงกรณีชุด ฉก.ปปช.บุกตรวจการจัดเก็บรายได้บริเวณอ่าวมาหยา จ.กระบี่ แบบสายฟ้าแลบ เจอเจ้าหน้าที่จัดเก็บเงินจดจำนวนนักท่องเที่ยวใส่ฝ่ามือ เผยยอดจัดเก็บ 1 ต.ค.ปีที่แล้วถึงสิ้นเดือนมีนาคม เกือบ 400 ล้าน
จากกรณี ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน นำโดย นายปิยะวัฒน์ คุระพูล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานการป้องกันการทุจริตภาค 9 นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง พร้อมคณะทำงาน ร่วมกันลงพื้นที่แบบซุ่มเงียบ สังเกตการณ์การจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ บริเวณจุดจัดเก็บอ่าวมาหยา และเกาะไผ่ 2 จุด เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการลงซ้ำเป็นครั้งที่ 2 โดยไม่มีการบอกกล่าวหรือแจ้งล่วงหน้า โดยพบ 5 ช่องโหว่หลักๆ ประกอบด้วย 1.ยังคงจัดเก็บแบบเงินสด 2.ความลำบากเจ้าหน้าที่ 3.ความเสี่ยงในการขนย้ายเงินสด 4.สวัสดิการเจ้าหน้าที่มีน้อย และ 5.ไร้เทคโนโลยีช่วยเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้พบว่า การนับยอดจำนวนนักท่องเที่ยว ยังคงใช้เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ซึ่งเป็นลูกจ้าง ปฏิบัติหน้าที่ไปยืนนับยอดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาจากเรือบริเวณโป๊ะเทียบเรือ โดยการใช้สายตานับ ก่อนจะจดยอดนักท่องเที่ยว ทั้งจำนวนเรือ ชื่อเรือ จำนวนนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติ รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใส่ฝามือด้วยปากกา ก่อนจะใช้วิทยุสื่อสาร แจ้งยอดที่นับได้ไปยังเจ้าหน้าที่บริเวณจุดจัดเก็บที่อยู่ถัดขึ้นไปจากโป๊ะก่อนที่ไกด์ของบริษัทหรือของเรือแต่ละลำจะนำเงินสดขึ้นไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งยังคงเห็นได้ชัดว่ายังคงมีการจัดเก็บแบบ “เงินสด”
อย่างไรก็ตาม ชุด ฉก.ปปช.อันดามัน ตรวจพบจุดที่น่าสังเกตว่า กระบวนการตั้งแต่นับเงิน เก็บรักษา ไปจนถึงการขนส่งเงินสดกลับไปยังที่ทำการอุทยานฯ บนฝั่ง มีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเรื่องความสูญหายของเงิน ความผิดพลาดในการนับ และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ พร้อมร้องขอให้ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งแก้ปัญหา
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายแสงสุรี ซองทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ชี้แจงว่า ปัจจุบันอุทยานฯมีขั้นตอนจัดเก็บเงินรายได้เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวบริเวณอ่าวมาหยา จะต้องผ่านการตรวจนับจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ บริเวณท่าเทียบเรือลอยน้ำ อ่าวโล๊ะซามะ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนผ่าน โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจนับขณะนักท่องเที่ยวลงจากเรือ โดยการนับจะแบ่งนักท่องเที่ยวออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจนับจะทำการแยกนับเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงแจ้งข้อมูลสำคัญอื่นๆ เช่น ชื่อไกด์ ชื่อเรือ บริษัทเรือ เป็นต้น และแจ้งทางวิทยุสื่อสาร เนื่องจากเป็นวิธีที่เร็ว และได้ยินทั่วกัน และเจ้าหน้าที่ประจำจุดจัดเก็บจะทำการจดบันทึกเพื่อตรวจสอบกับผู้แจ้งจำนวน
จากนั้นเมื่อมัคคุเทศก์หรือผู้ที่บริษัทมอบหมายเดินเข้ามายังพื้นที่อ่าวมาหยา จะพบกับจุดที่ 2 คือ จุดจัดเก็บเงินรายได้ และจะต้องแจ้งจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดและแสดงหลักฐานการชำระ กรณีที่มีการชำระค่าบริการมาแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำจุดจัดเก็บเงินรายได้จะทำการตรวจเช็คจากข้อมูลที่ได้จากจุดที่ 1 (จุดตรวจนับ) ว่าตรงกันหรือไม่ กรณีตรวจสอบแล้ว พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เจ้าหน้าที่นับได้ และผู้แจ้งจำนวนตรงกันแล้วก็จะทำการตรวจสอบค่าบัตรบริการหรือใบเสร็จที่มีการซื้อผ่านระบบ E-ticket กรณีมีความถูกต้องตามจำนวนนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ก็จะทำการฉีกหางบัตร/สแกน QR code พร้อมลงลายมือชื่อและเลือกเข้าพื้นที่แล้วในระบบ
หากพบว่าหลักฐานการชำระมีไม่ครบตามจำนวนที่นักท่องเที่ยวมาจริง จะแจ้งให้ซื้อบัตรบริการเพิ่มเติม กรณีที่พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เจ้าหน้าที่นับกับจำนวนที่ผู้แจ้งไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่จะให้ผู้แจ้งนำหลักฐานรายชื่อนักท่องเที่ยวมาแสดงหากยังไม่สิ้นสงสัยเจ้าหน้าที่จะทำการนับใหม่อีกครั้งขณะขึ้นเรือ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะยึดจำนวนที่เจ้าหน้าที่นับเป็นหลัก เมื่อนักท่องเที่ยวออกจากแหล่งท่องเที่ยวอ่าวมาหยาแล้ว และนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวยังแหล่งอื่นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จะพบกับจุดตรวจนับ และจุดจัดเก็บสำหรับตรวจเช็คอีกครั้ง
ทั้งนี้ที่ผ่านมา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินได้ และได้ปฏิบัติตามระเบียบกรมอุทยานฯ ว่าด้วยการนำส่งการเก็บรักษาและการใช้จ่ายเงินเพื่อการอนุรักษ์ฯ พ.ศ. 2564 รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำจากคณะตรวจสอบการจัดเก็บเงินรายได้จากหน่วยงานตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับยอดที่จัดเก็บได้ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – วันที่ 31 มีนาคม 2569 รวม 394,884,809 บาท


