คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
ไทยก้าวเข้าสู่หน้าแล้งชนิดอุณหภูมิเดือด โดยเฉพาะทางการเมืองที่ติดหล่มสงครามตะวันออกกลาง น้ำมัน “แพง” และ “ขาดแคลน” ทั่วประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นพรรคภูมิใจไทย แกนนำรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แถมวิกฤตครั้งนี้ทำคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างรวดเร็ว
และที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือ สถานการณ์ไฟใต้หลังเดือนรอมฎอนมีเหตุคนร้ายใช้ M16 กราดยิงรถยนต์ของ “ทนายแวยูแฮ” หรือ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ขณะกลับถึงบ้านพักที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในช่วงค่อนรุ่งของวันที่ 20 มีนาคม 2569
ทว่า ทนายแวยูแฮรอดชีวิตเพราะนั่งอยู่เบาะหลัง แต่คนขับรถยนต์และตำรวจติดตามที่นั่งอยู่ด้านหน้าบาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 คน และจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่พบกระสุนรวม 33 นัดที่ถูกยิงมาจากปืน M16 จำนวน 2 กระบอก ซึ่งยิงถล่มเข้าด้านหน้าของรถยนต์
มีการสันนิษฐานว่าคนร้ายเป็นมืออาชีพที่ชำนาญการใช้อาวุธปืนสงคราม และเป็นไปได้ที่กราดยิงแต่ทางด้านหน้ารถยนต์ เนื่องจากไม่ต้องการปลิดชีวิต ทนายแวยูแฮ ที่นั่งเบาะหลัง และที่สำคัญคือมือปืนกลับปล่อยโอกาสในการกราดยิงซ้ำหลังจากรถยนต์ของเหยื่อจอดข้างทาง
อาจเป็นการข่มขู่และส่งสัญญาณเตือนไปยัง “ทนายแวยูแฮ” ส่วนเบื้องหลังมาจากเรื่องอะไรนั้น ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ตำรวจที่ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริง รวมถึงติดตามหาตัวมือปืนกับ “ผู้บงการ” เพื่อคลี่คลายคดีและคลี่คลายข้อสงสัยของประชาชนให้ได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ บรรดา “ไอโอบีอาร์เอ็น” ได้โอกาสก็พุ่งเป้าตีตราให้ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เป็นผู้บงการ โดยให้เหตุผลว่า กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คือ “ทนายของประชาชน” เพราะทำหน้าที่ว่าความให้ผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก
แต่ข้อเท็จจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่ไอโอบีอาร์เอ็นพยายามชี้นำหรือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกิดความเสียหายกับหน่วยงานรัฐ ดังนั้นคนที่น่าจะรู้เรื่องราวและบอกเล่ากับสังคมให้ได้ทราบเรื่องได้ดีที่สุดก็คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก ทนายแวยูแฮ นั่นเอง
สำหรับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากการตรวจสอบปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุบอกให้รู้แต่เพียงว่า มีการใช้ปืน M16 รวม 2 กระบอก และไม่มีประวัติว่าเคยใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนใต้มาก่อน นั่นคือไม่ใช่ “ปืนกองกลาง” หรือไม่ใช่อาวุธสงครามที่ “กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น” เคยใช้ปฏิบัติการมาก่อน
ถามว่าเหตุกราดยิงรถยนต์ ส.ส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ครั้งนี้เกี่ยวข้องอะไรกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คำตอบมิพักต้องลงลายละเอียด แค่ประเด็นเป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายชายแดนภาคใต้ แต่ที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยเป็นที่คาดหวังของประชาชนว่าจะทำได้สำเร็จมาโดยตลอด
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยของประชาชนเช่นกันคือ หลังก่อเหตุ ทำไมรถยนต์คันที่นำพา 2 มือปืนมากราดยิง ส.ส.ถึงได้ “หายเข้ากลีบเมฆ” ไปได้ ทำไม “จุดตรวจ” หรือ “จุดสกัด” หรือ “ป้อมยาม” ของทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึง ชคต. และ ชรบ. นอกจากไม่ได้ทำหน้าที่สกัดกั้น กลับยังไม่มีข่าวว่าจุดไหนได้พบเห็นบ้าง
ไม่เพียงเท่านั้น ทำไม “กล้องวงจรปิด” ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามเส้นทางหลักในพื้นที่ของ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ต่างก็ไม่มีภาพรถยนต์ของกลุ่มมือปืนปรากฏให้เห็น ประเด็นนี้สร้างความฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก ถึงขั้นมีประชาชนในพื้นที่อุทานออกมาดังๆ ว่า “รถยนต์” ไม่ใช่ “โทรศัพท์มือถือ” ที่จะเอาไปซุกกันได้ง่ายๆ
ประเด็นนี้มีการออกมาโจมตีทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ รวมทั้งจากไอโอบีอาร์เอ็นในทำนองว่า แล้วอย่างนี้จะมีจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงป้อมยามไว้เพื่ออะไรให้เปลืองงบประมาณ คำถามนี้นับว่าไม่พ้นที่จะต้องพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบหลักอีกเช่นกันนั่นคือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ถือว่า “เข้าทางตีน” ของขบวนการบีอาร์เอ็น ที่มีการเรียกร้องผ่านมวลชนในพื้นที่มาตลอด ให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ายกเลิกจุดตรวจ จุดสกัด และป้อมยามต่างๆ ในชายแดนใต้ เพราะนอกจากไร้ประโยชน์แล้ว กลับยังสร้างความเดือดร้อนหรือรำคาญให้แก่ชาวบ้านร้านถิ่นเอาเสียด้วย
มีการส่งเสียงจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่า หลังกลุ่มคนร้ายยิงถล่มรถยนต์ทนายแวยูแฮ ได้ใช้ “เส้นทางรอง” หรือ “ทางหลวงชนบท” หรือ “ถนนในหมู่บ้าน” ซึ่งมีอยู่มากมายแบบไม่ต้องผ่าน “เส้นทางหลัก” ที่อุดมไปด้วยจุดตรวจ จุดสกัด ป้อมยาม รวมถึงกล้องวงจรปิด
ส่วนการไม่ได้เห็นภาพรถยนต์ของกลุ่มมือปืนจากกล้องวงจรปิดเป็นเพราะกล้องส่วนหนึ่งถูก “แนวร่วมบีอาร์เอ็น” ทำลายไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนหลบหนีไว้เป็นอย่างดีว่า หลังปฏิบัติการจะใช้เส้นทางไหนหลบหนี
โดยข้อเท็จจริงก็เป็นไปตามที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าชี้แจง เพราะก่อนปฏิบัติการจะส่งแนวร่วมระดับ “เปอร์มูดอ” ทำลายกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันการติดตามจับกุมจากเจ้าหน้าที่ และหลังก่อเหตุ กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นก็จะใช้ “เส้นทางรอง” ในตำบลหรือหมู่บ้านหลบหนี
เมื่อ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ารู้ดีในเรื่องนี้แล้ว คำถาที่ตามมาจึงมีว่า ทำไม “ไม่กำจัดจุดอ่อน” เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น หลังรับแจ้งเหตุทำไม่มีการ “ชุดจรยุทธ์” นำกำลังไปตั้งจุดตรวจ จุดสกัด หรือกระทั่ง “ด่านลอย” ในเส้นทางรองที่เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายจะใช้ในการหลบหนี
ที่สำคัญจุดอ่อนนี้ไม่ใช่ “ปัญหาใหม่” แต่เป็นปัญหาที่เกิดมานมนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็เป็นอย่างนี้มากว่า 21 ปีของการเกิดขึ้นของ “ไฟใต้ระลอกใหม่” ที่ถูกจุดให้ลุกโชนตั้งแต่เมื่อต้นปี 2547 จากเหตุปล้นปืนในค่ายทหารที่ จ.นราธิวาส
การออกมาให้ข้อเท็จจริงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงเป็นได้แค่การ “แก้ตัว” แบบน้ำใสๆ ที่คนในพื้นที่ไม่อยากฟังมานานแล้ว แต่ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาหรือ “ปิดจุดอ่อน” มากกว่า ตรงนี้ต่างหากที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค 4” ต้องให้คำตอบกับประชาชน
นอกจากนี้ หลังเหตุการณ์กราดยิงรถยนต์ ส.ส.ยังมีการก่อเหตุ “อุกฉกรรจ์” และ “โหดเหี้ยม” ตามมาอีกคือ คนร้ายใช้อาวุธสงครามซุ่มยิงทหารพรานลาพักร้อนที่ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส และก็เหมือนกับทุกครั้งหลังปฏิบัติการก็ “หลบหนีไปได้” อย่างง่ายดาย
ดังนั้น การที่ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส ออกมาประกาศ “ท้าทาย” ให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นออกมายิงกับทหารเลยดีกว่า ซึ่ง “คนพวกนั้น” ก็ออกมายิงกับจริงทหารจริงเสียด้วย และก็ทำให้เกิดสูญเสียชีวิตทหารพรานอย่างที่เห็น
ถามว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะจะ “ปิดจุดอ่อน” ดังกล่าวได้ไหม หรือชี้ชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. กับ “เสธ.ปูด้วง” พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสธ.ทบ. ลงพื้นที่มาจัดการแห้ปัญหาที่หมักหมมมานมนานเหล่านี้ด้วยตัวเอง
ขอสำทับไว้ตรงนี้ว่า คดียิงถล่มรถยนต์ทนายแวยูแฮ ถ้ายังถูกปล่อยให้เป็น “ความมือดำ” อย่างที่เป็นมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นไปได้ที่ประชาชนโดยเฉพาะ “คนในพื้นที่” จะเชื่อตามที่ไอโอขบวนการนอกรีตได้ประกาศไปแล้วว่า เป็นฝีมือของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” และนั่นก็จะเป็นการ “สะสมชัยชนะ” ของบีอาร์เอ็นอีกคราครั้ง


