ศูนย์ข่าวภูเก็ต – น้ำมันแพง ถล่มท่องเที่ยวภูเก็ต ทำต้นทุนโรงแรมพุ่งสูงถึง 25%-ขนส่งพุ่งแตะ 40% หวั่นกระทบไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยว และค่าเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสนอ“ชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” บรรเทาผลกระทบ
นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม และภาคขนส่งทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัด
ผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ภาคขนส่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 39–48% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรง
จากการจำลองสถานการณ์ หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ต้นทุนโรงแรมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 7% แต่หากเพิ่มขึ้นถึง 50% ต้นทุนโรงแรมอาจพุ่งสูงถึง 25.7% และภาคขนส่งสูงถึง 38.5% สะท้อนแรงกระแทกต่อทั้งระบบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แม้ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานโดยตรงไม่สูงมาก แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวโดยรวม
นายกสมาคมฯ ระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยว และค่าเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้เสนอ “ชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบ ได้แก่ การตรึงราคาน้ำมันดีเซล และกำหนด “Tourism Fuel Rate” สำหรับภาคท่องเที่ยว เพื่อลดต้นทุนขนส่ง รวมถึงมาตรการด้านภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว และการให้ Energy Tax Credit สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การพักชำระหนี้ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน
ในด้านการกระตุ้นตลาด เสนอให้ภาครัฐเร่งออกโครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 30–50% ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือสายการบิน เช่น การลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน การลดค่าธรรมเนียมสนามบิน และการจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive) รวมถึงแนวคิดการแบ่งเบาความเสี่ยง (Load Factor Support) เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย
ในระยะกลาง สมาคมฯ เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมผลักดัน “Green Transport Corridor” สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว” เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างตรงจุด
“มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบ ตั้งแต่สายการบิน ขนส่ง ไปจนถึงโรงแรม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในราคาที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย” นายธเนศ กล่าวและว่า
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐและภาคเอกชนร่วมกันรับภาระต้นทุนในช่วงวิกฤติ ลดแรงกดดันด้านราคา และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว


