สุราษฎร์ธานี - ยังไม่จบ “ผู้การสุราษฎร์ฯ ย้ำชัด! เดินหน้าคดีอุ้มฆ่า ต่อไม่หยุด หลังมีการปล่อยตัวผู้ต้องหาพร้อมพวก ยึดหลักพิสูจน์ความจริงจนกว่าคดีจะสิ้นสุด!!
พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ตำรวจภูธรสุราษฎร์ธานี สั่งทีมกฎหมายออกสื่อประชาสัมพันธ์ หลังมีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณี รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงเหตุคืนสำนวนคดี ปลัดอำเภอท่าชนะกับพวก "อุ้มฆ่า" เนื่องจากพบการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่ได้ร่วมทำ สำนวนชันสูตรศพ จึงสั่งพนักงานสอบสวนเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง
ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ตรวจสอบสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวแล้ว พบว่า พนักงาน สอบสวนได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ส่งไปยังสำนักงานอัยการ คดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 พนักงานอัยการใช้เวลาพิจารณาสำนวนคดี ดังกล่าว 14 วัน จึงส่งสำนวนการสอบสวนคืนให้พนักงานสอบสวนแก้ไขใน 3 ประเด็น ก่อนครบกำหนดฝากขัง 4 วัน เนื่องจากคดีจะครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายในวันที่ 24 มีนาคม 2569
แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้หารือ และดำเนินการเร่งรีบแก้ไขสำนวนคดีร่วมกับพนักงานอัยการจังหวัดไชยาตามคำสั่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปราม คดีทุจริต 1 ภาค 8 จนเสร็จสิ้น และเสนอสำนวนคดีตามลำดับชั้น เพื่อเสนออัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งทางคดี แต่เนื่องจากในคดีชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พนักงานอัยการจังหวัดไชยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดไชยาไต่สวนการตาย ไว้แล้ว โดยศาลนัดไต่สวนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 จึงเป็นกรณีที่การชันสูตรพลิกศพยังไม่เสร็จสิ้น ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งตามมาตรา 129 ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล
จึงยังไม่อาจ ส่งสำนวนคดีเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งทางคดีได้ ส่วนประเด็นให้แก้ไขสำนวนคดี ตามที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงเหตุการคืนสำนวนคดีตามที่เป็น ข่าวนั้น คณะพนักงานสอบสวนได้ชี้แจง ดังนี้ 1. กรณีไม่ปรากฏหลักฐานว่าพนักงานอัยการได้ร่วมหรือมีลายมือชื่อในการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ เรื่องนี้ จึงเป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย นั้น
“ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการชั้นสูตรพลิกศพ พ.ศ.2565 ข้อ26 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนร่วมกันเห็นว่าการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นแล้ว พนักงาน สอบสวนจะเป็นผู้ทำรายงานความเห็นทางคดี โดยพนักงานอัยการไม่ต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าว”
2. ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนในคดี ความตายเกิดขึ้น โดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ นั้น “ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 155/1 กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงาน อัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนในการทำสำนวนสอบสวน โดยมิได้บัญญัติให้ต้องแจ้งเป็นหนังสือ
แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 แจ้งให้พนักงานอัยการ เข้าร่วมสอบสวนทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.การปราบปรามการทรมาน ฯ และเข้าร่วมสอบสวนในกรณีความตาย เกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐไว้ด้วยแล้ว อีกทั้งพนักงานอัยการจังหวัดไชยา ได้มาร่วมทำการ สอบสวนตามที่แจ้งแล้วด้วย”
3. ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนเรื่องนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 นั้น “ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2569 มาตรา 31 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้พนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบดำเนินคดีต่อไป โดยแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ ซึ่งพนักงาน สอบสวนได้ดำเนินการตามกฎหมาย และแจ้งเรื่องให้ทาง ป.ป.ช. ทราบการดำเนินคดีแล้ว โดยการดำเนินการ อยู่ภายใต้คำแนะนำของพนักงานอัยการจังหวัดไชยามาโดยตลอด” ในคดีดังกล่าว แม้จะมีข้อกฎหมายที่คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นต่าง จากอัยการคดีปราบปราม การทุจริตภาค 8 และเหลือเวลาดำเนินการก่อนครบฝากขังเพียง 4 วัน พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ จังหวัดไชยา ได้ร่วมกันพยายามแก้ไขตามคำสั่งของอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามคดีทุจริต 1 ภาค 8 จนเสร็จสิ้น และเสนอสำนวนคดีตามลำดับชั้นเพื่อเสนออัยการสูงสุดพิจารณา
แต่เนื่องจากคดียังต้องรอผลการไต่สวนการตาย ของศาลจังหวัดไชยา จึงยังไม่อาจส่งสำนวนคดีเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาได้
ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอยืนยันว่า การดำเนินคดียังไม่ยุติ จะควบคุมกำกับคดีเพื่อพิสูจน์ ความผิดหรือความบริสุทธิของผู้ต้องหาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด สำหรับความไม่ปลอดภัยของพยาน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีคำสั่งให้คุ้มครองพยาน ตามคำสั่งที่ 10/2569 ลง 5 ม.ค.69 จนถึงปัจจุบัน


