xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลังไข่ไก่ไทย ความจริงที่อาจยังไม่รู้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทย เติบโตบนโครงสร้างการผลิต เพื่อรองรับความต้องการบริโภคอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่การผลิตป้อนตลาดส่งออก

อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ไทยประกอบด้วยผู้เล่น 3 กลุ่มหลัก คือ รายใหญ่: บริษัทครบวงจร มีทั้งพันธุ์ อาหาร และตลาด รายกลาง: ฟาร์มเชิงพาณิชย์ มีระบบการผลิตชัดเจน รายย่อย: กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นฐานสำคัญของระบบ

ปัจจุบัน มีไก่ไข่ยืนกรง ประมาณ 53–54 ล้านตัว กำลังการผลิตไข่ประมาณ 44–45 ล้านฟอง/วัน การบริโภคเฉลี่ยประมาณ 220 ฟอง/คน/ปี ส่วนราคาไข่ไกคละหน้าฟาร์มในช่วง 1-2 ปี อยู่ที่ประมาณ 3.20–3.60 บาท/ฟอง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับใกล้เคียงกันหมายความว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีกำไรสูงและมีช่วงที่ “ขาดทุน” ด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะปัญหาหลักของอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่ “ผลิตไม่พอ” แต่เป็น “ผลิตเกิน” เพราะเมื่อใดก็ตามที่ แม่ไก่ยืนกรงมากเกิน หรือ ปลดไก่ล่าช้า ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็จะเกิดปัญหา ผลผลิตไข่เกินความต้องการ และราคาตกต่ำตามมาทันที ซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขนาน

เพราะเมื่อราคาตก เกษตรกรไม่สามารถปลดแม่ยืนกรงไก่ได้ เนื่องจากยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทำให้ supply ยังคงอยู่และปัญหาอาจยืดเยื้อ กว่าจะลดกำลังการผลิตได้

ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงแก้ปัญหาที่ต้นทาง ด้วยการกำหนด “โควตาพ่อแม่พันธุ์” เพราะพ่อแม่พันธุ์ เป็นตัวกำหนดจำนวนแม่ไก่ทั้งประเทศ และกำหนดปริมาณไข่ไก่ล่วงหน้า เมื่อมีโควตาปริมาณไข่ถูกควบคุม ราคาเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อราคาไข่ไก่ดีขึ้น เป็นแรงจูงใจให้ความต้องการเลี้ยงไก่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เห็นได้ชัดเมื่อช่วงหลังวิกฤตไข้หวัดนกระบาด ปริมาณไข่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะนั้นราคาดีขึ้น แต่เกษตรกรหาไก่เข้าเลี้ยงไม่ได้ นำไปสู่การผ่อนคลาย เปิดให้มีผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่นานหลังจากปริมาณพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้น จำนวนแม่ไก่เพิ่ม ผลผลิตไข่ก็ล้นตลาด จนเกิดปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซากนานหลายปี เกษตรกรรายย่อยอยู่ไม่ได้ เพราะแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว จนต้องกลับมาใช้การควบคุมโควตาอีกครั้ง โดยมี “Egg Board” เป็นผู้พิจารณา และปัจจุบันมี 16 บริษัท ที่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์

ถึงแม้จะมีโควตา แต่ปัญหา “ไข่ล้น-ราคาตก” ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ เพราะการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไม่ได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว และต้องวางแผนการผลิตต้องวางแผนล่วงหน้า

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ความร่วมมือในการแก้ไขมาจาก ผู้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ผู้ประกอบการ และฟาร์มรายใหญ่ ในการร่วมมาตรการปลดแม่ไก่ก่อนกำหนด ชะลอการผลิต และผลักดันไข่ไก่ส่วนเกินเพื่อการส่งออก
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดเครื่องมือใหม่ที่เปลี่ยนเกมอย่างมีนัยสำคัญ “กองทุนพัฒนาไก่ไข่” ที่ได้รับงบจากผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ จัดเก็บตามจำนวนการนำเข้า โดยกองทุนถูกใช้เพื่อ
1. สนับสนุนการปลดแม่ไก่ ลด supply ได้ทันที ช่วยชดเชยความเสียหาย
2. อุดหนุนการส่งออกไข่ส่วนเกิน ช่วยแบกรับส่วนต่างราคา ระบายไข่ออกจากตลาด

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ราคาไข่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน และที่สำคัญ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งหมด โดยเฉพาะรายย่อยได้รับประโยชน์

ที่สำคัญไม่ได้มีการปิดกั้นผู้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์รายใหม่ ยืนยันได้จาก อธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ ที่กล่าวว่า ไม่เคยปิดกั้น แต่ได้วางระบบเพื่อการคัดกรองที่มีคุณภาพ โดยกำหนดให้รายใหม่ที่จะเข้ามาจะต้องเสนอแผนธุรกิจ แผนการผลิต และแผนการตลาด ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อภาพรวม หากอธิบายได้ก็เข้ามาขอ Egg Board ได้

ที่สำคัญพ่อแม่พันธุ์ไม่ใช่ใครก็เลี้ยงได้ แต่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยี ระบบ Biosecurity เงินลงทุนสูง จึงไม่ใช่ธุรกิจที่ “ใครก็เข้ามาได้” และต้องเข้ามาโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหากระทบกับทุกภาคส่วน

อุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยจึงขับเคลื่อนด้วย “ความร่วมมือ” มากกว่าการควบคุม เพราะหากปล่อยเสรี 100% ก็จะเกิดปัญหา ผลผลิตล้น ราคาพัง และรายย่อยจะได้รับผลกระทบจนอยู่ไม่ได้ก่อน จึงต้องอาศัยความร่วมมือผ่าน การกำหนดโควตาพ่อแม่พันธุ์ โดย Egg Board กองทุนพัฒนาไก่ไข่ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่าง ผู้ผลิต และ ผู้บริโภค

ไข่ไก่ไทยจึงเป็นอาหารโปรตีนที่อยู่ใน “ราคาที่เหมาะสมกับโครงสร้างจริง” ที่ไม่มีใครคุมเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาให้ระบบนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน