นราธิวาส - ชาวบ้านราธิวาสช็อกเจอราคาน้ำมันพพุ่งพรวด 6 บาท เผยราคาขึ้นมาสูงมากจนแทบรับไม่ไหว อยากให้รัฐช่วยพยุงราคาหรือควรค่อย ๆ ปรับขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว
วันนี้ (26 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ตัวเมืองนราธิวาส หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติช็อกความรู้สึกประชาชน ปรับลดอัตราเงินชดเชย ส่งผลให้ราคาน้ำมันทุกชนิดพุ่งสูงขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา
จากการสำรวจตามปั๊มน้ำมันต่างๆ พบว่ามีการปรับราคาหน้าป้ายขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาใหม่ที่มีผลในวันนี้ ได้แก่ น้ำมันดีเซล ปรับจาก 32.94 บาท เป็น 38.94 บาท/ลิตร, เบนซิน ปรับจาก 43.64 บาท เป็น 49.64 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้นเป็น 41.05 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ปรับขึ้นเป็น 40.68 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20: ปรับขึ้นเป็น 36.05 บาท/ลิตร และ แก๊สโซฮอล์ E85: ปรับขึ้นเป็น 32.79 บาท/ลิตร
สำหรับบรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันในช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาเร่งด่วน พบว่ามีประชาชนเข้ามาใช้บริการบางตาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า เปลี่ยนจากความคึกคักกลายเป็นความเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งวันแรกของการปรับราคาใหม่ พบว่ายอดการเติมน้ำมันต่อคันลดลงอย่างน่าตกใจ
ชาวบ้านรายหนึ่งระบุว่า น้ำมันขึ้นกระทบมากเพราะมันขึ้นทีเดียวรวดเดียวเลย ถ้าจะขึ้นจริง ๆ ควรจะค่อย ๆ ปรับทีละนิดให้ประชาชนได้มีเวลาปรับตัว แต่นี่ขึ้นสูงมากจนแทบรับไม่ไหว แถมบางที่ยังจำกัดให้เติมได้แค่ครั้งละ 500 บาท ซึ่งสำหรับคนต้องเดินทางไกลไปทำงาน เติม 500 บาทขี่ไปกลับก็เกือบหมดแล้ว ต้องมาเสียเวลาต่อคิวเติมใหม่บ่อย ๆ อยากให้รัฐบาลกลับมาพิจารณามาตรการพยุงราคา หรืออย่างน้อยก็ช่วยชะลอการขึ้นราคาให้ซอฟต์ลงกว่านี้
ส่วนสาเหตุหลักของการปรับราคาครั้งมโหฬารนี้ เกิดจากการที่ กบน. มีมติเห็นชอบให้ลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สะสมมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นทันทีในอัตราที่เท่ากันทุกชนิด
อย่างไรก็ตามวิกฤติราคาพลังงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่กระทบต่อค่าครองชีพโดยตรงของผู้ใช้รถใช้ถนนเท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวลถึงเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งประชาชนต่างฝากความหวังให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเยียวยา หรือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าการปล่อยให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้


