คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
ความรุนแรงในชายแดนใต้ในห้วง “รอมฎอน” ปีนี้น่าไม่แตกต่างกับทุกปี กล่าวคือ มีเหตุใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เพื่อให้เดือนแห่งความดีงามกลายเป็น “รอมฎอนเลือด” ตามที่บีอาร์เอ็นบิดเบือนคำสอนศาสนาว่า การเข่นฆ่าศัตรูเดือนศักดิ์สิทธิ์ได้บุญถึง 10 เท่า
หากบีอาร์เอ็นยังดำรงขีดความสามารถ “บ่มเพาะ” โดยใช้การบิดเบือนหลักศาสนาเป็นจุดแข็ง ขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงทำหน้าที่ล้มเหลว รอมฎอนก็จะกลายเป็นเดือนแห่งการ “พ่ายแพ้” ของรัฐไทย และเป็นเดือนแห่ง “ชัยชนะ” ของบีอาร์เอ็นอยู่ต่อไป
และที่ต้องมองกันต่อไปคือ “เวทีพูดคุยสันติสุข” ระหว่างตัวแทนรัฐไทยกับตัวแทนบีอาร์เอ็น เป็นที่ชัดเจนว่าต่อให้เดินหน้าจัดตั้งขึ้นอีกสักกี่ครั้ง นั่นก็จะไม่มีส่วนทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในเดือดรอมฎอนยุติลงได้แต่อย่างใด
เหตุผลคือ ชุดพูดคุย “บีอาร์เอ็นยุโรป” ที่อยู่ใต้คอลโทรลองค์กรฝรั่งตาน้ำข้าว จัดเป็นอีกปีกการเมืองบีอาร์เอ็น เป็นที่รู้กันว่า “ไม่มีอำนาจสั่งการ” ฝ่ายปฏิบัติการทางทหาร การพึ่งพาโต๊ะพูดคุยสันติสุขจึงเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ของพวกโลกสวยที่ไม่ต่างจากผลักดัน “กฎหมายสันติภาพ” ออกมาดับไฟใต้นั้นแหละ
10 วันก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอนจึงมีเหตุระเบิดต่อเนื่อง ท้ังที่ปั้มน้ำมัน ปตท. 11 แห่ง ห้องน้ำสถานีขนส่งปัตตานี รถยนต์ตำรวจที่นราธิวาส ล่าสุดคือร้านค้าใน อ.ยี่งอ และ อ.อระแงะ จ.นราธิวาสรวม 8 จุด รวมถึงงปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าและพ่นสีเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนที่ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา
ดังนั้นจึงต้องจับตาตอนนี้อยู่ในช่วงเดือดรอมฎอน และยังต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการถือศีลอดอีก 10 วันว่าจะมีปฏิบัติการก่อความรุนแรงอะไรบ้าง เพราะเป็นไปตามวงรอบ “ปฏิทินโจร” ที่บีอาร์เอ็นทำซ้ำๆ มาแล้วกว่า 21 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่
เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกสถานที่ที่มีการก่อเหตุ ล้วนไม่มีการวางกำลังป้องกันจากทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง หรือแทบไม่มีการขัดขวางกลุ่มผู้ปฏิบัติการทั้งก่อนและหลังก่อเหตุ ยืนยันจากก่อเหตุเสร็จแล้วหลบหนีกันไปได้อย่างลอยนวล หรือจับกุมไม่ได้แม้แต่รายเดียว
ที่เป็นเยี่ยงนี้ก็เพราะ “งานการข่าว” ไม่เฉพาะแต่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกหน่วยและทุกภาคส่วนล้วนตกอยู่ในสภาวะ “ล้มเหลวถ้วนหน้า” ทั้งที่ “งบประมาณจัดเต็ม” แบบไม่ขาดตกบกพร่อง ทำหน้าที่กันได้ชนิดที่ไม่เคยระแคะระคายถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายบีอาร์เอ็นมาเข้าหู
ทั้งที่หลังก่อเหตุ ตำรวจไปไล่ดูกล้องวงจรปิดก็ได้เห็นกลุ่มคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้ ซึ่งหลายเคสจับกุม “แนวร่วม” ที่เป็นคนในพื้นที่ได้ แต่ทำไมจึงสาวไปให้มากกว่านั้นไม่ได้ โดยเฉพาะงานการข่าวที่สาวไปได้ถึงความเคลื่อนไหวในการก่อเหตุครั้งต่อๆ ไป
เรื่องนี้ หน่วยหลัก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าต้องขบให้แตกว่า ทำอย่างไรให้ “รู้เขา รู้เรา” ไม่ใช่เอาแต่ “หนียะย่าย พ่ายจะแจ” ให้ “ดอเลาะ-สาและ” ที่ไม่จบหลักสูตรทหาร แต่กลับสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่แม่ทัพนายกองที่จบหลักสูตรเสธฯ ต้องอับอายขายหน้าต่อเนื่องมา
ชอบใจที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล วันที่ลงมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ “ศศิพัชร สินสโมสร” ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวีฒน์ ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้ว “เฉ่งปี๋” ถึงงานการข่าวที่ล้มเหลวขนานใหญ่ ซึ่ง “แม่ทัพภาคที่ 4” รับไปเต็มๆ
แน่นอน อนุทิน ชาญวีรกูล อาจไม่คุ้นชินกับวิกฤตไฟใต้มากนัก แต่กลับทำหน้าที่ได้โดนใจคนส่วนมาก ตั้งแต่ไฟเขียวให้ “กองทัพยึดแผ่นดินไทยคืนจากกัมพูชา” ได้ในเวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
นายกฯ ไม่สนคำแก้ตัวเรื่อง “วันสัญลักษณ์” หรือ “วงรอบ” แต่ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันเหตุ” ให้ได้ผล โดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งนั่นถือเป็นการชี้วัดฝีมือ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส ซึ่งต่างเป็น “เสือข้ามห้วย” มาจากกองทัพภาคที่ 2 และ 1 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กับ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส กลับไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เห็นว่า “มีฝีมือ” หรือมีอะไรใหม่ๆ ในมาตรการดับไฟใต้ที่จะ “เก่งกว่า” ผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกันก่อนหน้าแต่อย่างใด
เวลานี้ สถานการณ์ไฟใต้ยังคงย่ำแย่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ใหม่ที่พอจะให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่มีสิ่งที่สังคมได้เห็นกันแล้วคือ “ความแตกแยก” ในกองทัพภาคที่ 4 อันถือเป็น “สนิมที่เกิดจากเนื้อในตน” ยิ่งจะไปบั่นทอนและกระทบมาตรการดับไฟใต้
เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังนายกฯ ให้ “โจทย์การบ้าน” ไว้ครานั้น มาตรการดับไฟใต้จะมีพัฒนาการไปทางไหน ถ้ายังไม่มีอะไรที่ดีขึ้น เชื่อว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” ฝ่ายการเมืองน่าจะไม่เกรงใจกองทัพ อันน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนตัว “คีย์แมน” ในกองทัพภาคที่ 4 เป็นแน่แท้


