xs
xsm
sm
md
lg

2 ผัวเมียชาวตรังปลูกกะหล่ำปลีขายช่วงหน้าหนาว ผลตอบรับดีจนไม่พอขาย เตรียมขยายปลูกเต็มพื้นที่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตรัง - 2 สามีภรรยาชาว ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง จ.ตรัง โค่นปาล์มปลูกพืชแบบผสมผสาน ล่าสุดปลูกกะหล่ำปลีได้ผลตอบรับดีจนไม่พอขาย เตรียมวางแผนปีหน้าปลูกเต็มพื้นที่ 3,000 ต้น รวมทั้งกะหล่ำดอกด้วย

วันนี้ (18 ก.พ.) ที่ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา อารยเกษตร หรือสวนเจ้าจอม หมู่ที่ 6 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง นายสุเทพ พลฤทธิ์ และนางเมตตา พลฤทธิ์ สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2564 โดยโค่นต้นปาล์มน้ำมันทิ้งประมาณ 5 ไร่ เพื่อปรับพื้นที่เป็นโคก หนอง นา อารยเกษตร จำนวน 3 ไร่ ในการปลูกพืชผักหลายชนิด มีการขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา และทำเป็นคลองไส้ไก่ ดึงน้ำไปใช้หมุนเวียนในพื้นที่ มีการปลูกพืช 5 ระดับ ไม้สูง (ไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ยาง) ไม้กลาง (ผลไม้) ไม้เตี้ย (พืชผักสวนครัว) ไม้เรี่ยดิน (สัปปะรด ผักขูด ข่า ตะไคร้ และไม้ใต้ดิน (กินหัว) ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น สามารถเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้หันมาทดลองปลูกกะกล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยเมื่อปีแรก ปี 2567 ปลูกประมาณ 100 ต้น ปรากฏว่า ได้ผลดีมาก ต้นเจริญเติบโตดี ให้น้ำหนักดี ต่อมาในปี 2568 เมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน ก็เริ่มปลูกกะกล่ำปลี เป็นปีที่ 2 รวมประมาณ 350 ต้น ทั้งปลูกลงดิน และปลูกในกระถาง ซึ่งกำลังให้ผลผลิตอยู่ในขณะนี้ ปรากฏว่า มีลูกค้าสั่งจองข้ามปีมาตั้งแต่เริ่มต้นเพาะเมล็ดและปลูก โดยล่าสุดสามารถตัดขายหมดไปแล้ว และมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะปลูกแบบปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีใดๆ นอกจากใช้ปุ๋ยเคมีในระยะเริ่มต้นปลูกเท่านั้น หลังจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยคอก มูลวัว มูลหมู มูลไก่ และแกลบผสมกัน หมั่นดูแลต้นกำจัดหนอนและแมลง ส่วนในการตัดขาย จะไม่ตัดถึงโคนต้น แต่จะเว้นโคนต้นมาถึงก้านใบ เพื่อให้สามารถแตกเป็นต้นแขนงไว้ขายต่อเป็นรอบที่ 2 ต่อจากหัว ทำให้ต้นกะหล่ำปลี 1 ต้น มีรายได้ 2 รอบคือ ขายหัว และขายแขนง ส่วนใบล่างสามารถโยนลงสระเลี้ยงปลาต่อไป

นายสุเทพ และนางเมตตา พลฤทธิ์ สองสามีภรรยา เล่าว่า เริ่มทดลองปลูกกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว ปีแรกปลูกประมาณ 100 ต้น ไม่พอขาย ปีนี้จึงปลูกเพิ่มประมาณ 305 ต้น และก็ไม่พอขายเช่นเดียวกัน โดยทุกปีจะวางแผนการปลูกเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวของภาคใต้ คือ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่า ได้ผลดี ใช้เวลาสั้น ประมาณ 2 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ น้ำหนักดี หัวใหญ่สุดประมาณกว่า 2 กก. แต่ส่วนใหญ่ตัดตั้งแต่หัวประมาณ 1-1.5 กก. เพราะลูกค้าจองคิว ขายในราคา กก.ละ 40 บาท เท่ากับปีที่แล้ว เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่ และญาติพี่น้อง หากขายเป็นหัวไม่ต้องชั่ง หัวละ 50 บาท และจะตัดเว้นโคนต้นนับตั้งแต่ถึงก้านใบ ปล่อยไว้อีกประมาณ 10-20 วัน ก็สามารถเก็บเป็นยอดแขนงขายได้ ราคา กก.ละ 70 บาท โดยปีหน้าวางแผนไว้ว่าจะปลูกกะหล่ำปลีให้เต็มพื้นที่ตามเส้นทางคลองไส้ไก่ ประมาณ 3,000 ต้น และจะปลูกกะหล่ำดอกด้วย เพราะเป็นพืชเมืองหนาวเหมือนกัน เพียงแต่ต้องวางแผนจัดวางระบบน้ำให้ดีเท่านั้น