โดย..ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
ขอเริ่มต้นที่จังหวัดตรัง เมืองหมูย่าง ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่า มีการล้มบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” ของ “โกหนอ” สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้สลัดเสื้อพรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” หันมาเป็นแม่ทัพให้ “พรรคภูมิใจไทย” โดยมีการประกาศชัดเจนว่า เมืองตรังทั้ง 4 เขต ต้องเป็นของภูมิใจไทยเท่านั้น
แต่ผลการเลือกตั้งที่ออก พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งเพียง 2 เขต คือ เขต 1 และเขต 2
สำหรับเขต 1 นั้น “เอกพล ณ พัทลุง” ที่ได้ชัยชนะก็มาจากบารมีของกำนันจำนงค์ นาวาแก้ว เพราะ “เอกพล” เป็นหลานชายของ “กำนันนงค์” คนดังแห่งเมืองหมูย่าง ส่วนเขต 2 ผู้ที่ได้รับชัยชนะคือ “ทวี สุระบาล” ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้ก็มาด้วยความเป็น “ทวี สุระบาล” ไม่ได้มาด้วยบารมีของบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” แต่อย่างใด
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” คือ “สุณัฎชา โล่สถาพรพิพิธ” ลูกสาวของโกหนอกลายเป็น ส.ส.สอบตกในเขต 3 ส่วนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งคือ “กฤตน์อิชย์ ภาคอิชณน์” ซึ่งเป็นหลานชาย ลูกของพี่สาวของโกหนอนั่นเอง
และนอกจากนั้น โกหนอที่ประกาศว่าจะมาแทนที่บ้านใหญ่ “หลีกภัย” ก็ยังไม่อาจนำ “ส.จ.ล้าน” ที่ลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 4 หลานชายของ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและเป็บบุรุษหมายเลข 2 ของพรรคภูมิใจไทย ที่รองจาก “อนุทิน ชาญวีรกุล” เข้าสภาผู้แทนฯ ได้อย่างที่ตกปากรับคำเอาไว้ เพราะผู้ที่ได้รับเลือกในเขตเลือกตั้งที่ 4 ของ จ.ตรังคือ “กาญจน์ ตั้งปอง” จากพรรคประชาธิปัตย์
สรุปงานนี้ บ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” ที่มี “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” และ “บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ” นายก อบจ.ตรัง ที่มี ส.อบจ.อยู่ในมือไม่สามารถที่จะชี้เป็นชี้ตายให้คนตรังตามที่คุยเอาไว้ และคำปราศรัยของ “ชวน หลีกภัย” ในการปราศรัยใหญ่ที่เมืองตรังคือเรื่องกินบนเรือนขี้รดหลังคา อาจจะเป็นเหตุให้คนตรังเปลี่ยนใจกับมาเลือก “ประชาธิปัตย์” อีกครั้ง
และไม่ต่างกับการเลือกตั้งที่ “เมืองเสกัก” หรือ “พัทลุง” ที่บ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” ของพี่ใหญ่ตระกูลการเมืองอย่าง “วิสุทธ์ ธรรมเพชร” นายก อบจ.พัทลุง ที่อ้างว่า “แพ้ไม่เป็น” เพราะ ส.จ.ทั้งหมดของพัทลุงอยู่ในกำมือ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เมื่อลูกชายอย่าง “นิธิศักดิ์ ธรรมเพชร” อดีต ส.ส.รวมไทยสร้างชาติที่ครั้งนี้สวมเสื้อ “เพื่อไทย” ลงในพื้นที่เขต 2 ต้องพ่ายอย่างหมดรูปต่อ “วรท เทอดรัตนพงษ์” หรือ “ปลัดเม่น” จาก “ภูมิใจไทย” ที่เป็นคู่ปรับเก่าแบบขาดลอย
และในเขตเลือกตั้งที่ 1 หลานสาวคือ “สุพัชรี ธรรมเพชร” ที่ทิ้งเสื้อประชาธิปัตย์มาสวมเสื้อกล้าธรรมก็พ่ายให้แก่ “ผู้การจุน” ของภูมิใจไทยถึง 900 คะแนน ซึ่งถือเป็นการยะญ่ายพ่ายจะแจเป็นครั้งแรกของบ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” แห่งเมืองลุง ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าหนามตำเล็บเห็บเข้าหู และคงเป็นฝันร้ายอีกนาน
สนามล้มช้างต่อมาคือ “สงขลา” เมื่อบ้านใหญ่ “ขาวทอง” ของ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต ส.ส.และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครั้งนี้ไม่ลงสมัครทั้ง “เดชอิศม์” และ “สุภาพร กำเนิดผล” ผู้เป็นภรรยา แต่ขนลูกๆ ทั้ง 3 คนคือ “วงศ์วชระ ขาวทอง” ลงสมัคร ส.ส.เขต 5 สงขลา ในสีเสื้อกล้าธรรม
ส่ง “บารมี ขาวทอง” ลงสมัครในเขต 6 ในสีเสื้อกล้าธรรมแทน “สุภาพร กำเนิดผล” ที่เป็นอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ และส่ง “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัครในเขต 9 ในสีเสื้อประชาธิปัตย์ เพื่อรักษาตำแหน่งในสมัยที่ 2
สำหรับเขต 5 ซึ่งเป็นเขตที่ “นายกชาย” เป็นอดีต ส.ส.ยังไม่ผิดหวัง เพราะ “ลูกเสือ” หรือวงศ์วชระอาศัยใบบุญของผู้เป็นพ่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นที่ 1 ได้เป็น ส.ส.ตามความต้องการ เช่นเดียวกับเขต 9 ที่ “ลูกสิงโต” หรือศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ยังเอาอยู่ คนในพื้นที่ยังเทคะแนนเสียงให้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2
แต่เขต 6 ที่เป็นการต่อสู้อย่างแหลมคมตั้งแต่ยกแรกถึงยกสุดท้าย ระหว่าง “ลูกมังกร” บารมี ขาวทอง กับ “เสี่ยโบ๊ต” อนุกุล พฤกษานุศักดิ์ ที่นายกชายทุ่มสุดตัวในการให้บารมี ขาวทอง มาแทนที่ของสุภาพร กำเนิดผล อดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ให้ได้ แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อประชาชนในเขต 6 เปลี่ยนใจหันมาเทเสียงให้ “อนุกูล” ที่เคยลงสมัคร ส.ส.ในเขตนี้ 2 ครั้ง และทั้ง 2 ครั้งก็พ่ายแพ้ให้แก่ “ส.ส.น้ำหอม” หรือสุภาพร กำเนิดผล คนข้างกายของนายกชายมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง
นี่คือการเสี่ยเหลี่ยมครั้งใหญ่ของบ้านใหญ่ “ขาวทอง” ที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนในสงขลา
อีกจังหวัดคือการล้มบ้านใหญ่ “ยาวอหะซัน” แห่งลุ่มน้ำบางนรา จ.นราธิวาส เพราะตระกูลยาวอหะซันของ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.ตลอดกาลของ จ.นราธิวาส ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ลูกชาย 2 คนคือ “วัชระ ยาวอหะซัน” ส.ส.เขต 1 ที่ครั้งนี้ทิ้งพรรคลูงตู่มาสวมเสื้อ “ภูมิใจไทย” ถูกกระแสสึนามึจาก “กล้าธรรม” ทำให้กลายเป็น ส.ส.สอบตก พ่ายให้แก่ “ลุตฟี หะยีอีแต” อย่างขาดลอย
และในเขตเลือกตั้งที่ 4 นราธิวาส “กูเฮง ยาวอหะซัน” แห่งพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 2 ของตระกูลยาวอหะซันก็ยังพ่ายแพ้ต่อ “ดร.ซาการี ยาสะอิ” แห่งภูมิใจไทยซึ่งเป็นการพ่ายครั้งที่ 2 เป็นการล้มบ้านใหญ่แห่งลุ่มน้ำบางนรา ที่อาจจะส่งผลอนาคตทางการเมืองท้องถิ่นของกระกูลยาวอหะซัน ที่อาจจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งนายก อบจ.ตลอดกาลของลุ่มน้ำบางนราแห่งนี้
และสุดท้ายคือการล้มบ้านใหญ่ “มะทา” ของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่เป็นบ้านใหญ่ทางการเมืองของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ครั้งนี้ พรรคประชาชาติที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นหัวหน้าพรรค และมีวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ประชาชาติ” เป็นแชมป์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มี ส.ส. 7 คนและบัญชีรายชื่อ 2 คน รวมเป็น 9 คน
แต่ครั้งนี้ ส.ส.ในปัตตานีจำนวน 3 คนของประชาชาติกลายเป็น ส.ส.สอบตกทั้งหมด โดยพ่ายให้แก่ “ภูมิใจไทย” ส่วนใน จ.นราธิวาส แม้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จะลงพื้นที่อย่างถี่ยิบ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถตีตื้น ทำได้เพียงรักษาที่นั่งในเขต 5 ของ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ได้เพียงที่นั่งเดียว ที่ยังกู้หน้าไว้ได้คือใน จ.ยะลา “ประชาชาติ” ยังกวาดได้ทั้ง 3 เขตเลือกตั้งเอาไว้ได้
“ประชาชาติ” ณ วันนี้ได้ ส.ส.เขต 4 คนและบัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ทั้งจำนวน ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ ที่การพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับพรรคประชาชาติ เพราะไม่สามารถเป็นพรรคตัวแทนที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวมาลายูอีกต่อไป
ทั้งหมดคือเรื่องของการ “ล้มช้าง” หรือการพ่ายแพ้ทางการเมืองของ “บ้านใหญ่” ในจังหวัดภาคใต้ตอนล่างในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา


